กรมสุขภาพจิต ห่วงความรุนแรงในสังคม แนะสังเกต 5 สัญญาณเตือน ลดเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ทุกภาคส่วนต้องร่วมป้องกัน เฝ้าระวัง สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง

6 มิถุนายน 2569 – นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมช่วงที่ผ่านมา ทั้งกรณีการทำร้ายและล่วงละเมิดเด็ก การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และการก่อเหตุทำร้ายร่างกายจนเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคม โดยเฉพาะปัจจัยด้านการใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม ปัญหาความสัมพันธ์ใกล้ชิด และการขาดทักษะในการจัดการอารมณ์

ทั้งนี้ ไม่สามารถสรุปได้ว่า ผู้ก่อเหตุความรุนแรงทุกรายมีปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากพฤติกรรมรุนแรงเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรเหมารวมหรือตีตราผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตว่า เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นปัญหาสังคม ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันป้องกัน เฝ้าระวัง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

“ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต ได้แนะนำให้ประชาชนใช้หลัก SMI-V Scan (Serious Mental Illness–Violence Scanning) เพื่อสังเกตอาการทางจิตเวชรุนแรงในผู้ป่วยจิตเวช หรือผู้ที่มีประวัติการใช้สารเสพติดที่อาจมีความเสี่ยงก่อเหตุรุนแรง

โดยมี 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมา พูดจาคนเดียว หงุดหงิดฉุนเฉียว เที่ยวหวาดระแวง หากพบอาการดังกล่าวตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่

เพื่อประเมินอาการและให้การดูแลอย่างเหมาะสมโดยเร็ว ทั้งนี้ การสังเกตสัญญาณเตือนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาและการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การตีตราหรือเหมารวมว่าผู้ป่วยจิตเวชจะก่อเหตุรุนแรงทุกคน” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันความรุนแรงได้ด้วยการเฝ้าระวัง 4 พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุความรุนแรง ได้แก่

1. การแสดงออกถึงความก้าวร้าวหรือการควบคุมอารมณ์ที่ลดลง เช่น หงุดหงิดง่าย โมโหรุนแรง ใช้คำพูดข่มขู่ คุกคาม หรือมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น

2. การแสดงออกถึงปัญหาการใช้สารเสพติดหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น

3. การแสดงออกถึงความขัดแย้งในครอบครัวหรือคู่สัมพันธ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การควบคุม คุกคาม หึงหวงรุนแรง หรือมีประวัติการใช้ความรุนแรงซ้ำ

และ 4. การแสดงออกถึงความคิดหรือเจตนาที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพูด การข่มขู่ หรือการสื่อสารในลักษณะที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการก่อเหตุรุนแรง

หากพบพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรรีบให้การช่วยเหลือ รับฟังอย่างเหมาะสม หรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความเสี่ยงและให้การดูแลอย่างทันท่วงที เนื่องจากการเข้าช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถลดโอกาสการเกิดเหตุซ้ำและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

“ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่เพิกเฉยต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยหากพบเห็นการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดเด็ก การใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

พร้อมส่งเสริมให้ผู้ที่มีความเครียดสะสม มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ หรือมีปัญหาการใช้สารเสพติด เข้ารับการปรึกษาและดูแลจากบุคลากรสาธารณสุขโดยเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดความรุนแรงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อครอบครัวและสังคม

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอรับคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง” นพ.จุมภฏ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน