นักฎหมาย ชี้ทางออกตามกม. การศึกษาเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย หลังผ่านมา 21 ปี ไม่ทำตามมติครม. ชี้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา แม้อยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือค่ายผู้ลี้ภัย
จากกรณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 สั่งให้เด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนอกพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ออกจากสถานศึกษา เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้ที่มีชื่อผู้ในศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว ไม่สามารถออกมาเรียนภายนอกได้ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยางให้ความเห็นสนับสนุนให้เด็กกลับเข้าเรียนต่อในโรงเรียนซึ่งอยู่นอกศูนย์พักพิงชั่วคราวได้นั้น
วันที่ 26 ส.ค.2569 นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักกฎหมายและผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย กระทรวงศึกษาธิการ ชี้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา มีกฎหมายและนโยบายเรื่องนี้ชัดเจน แม้อยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบหรือค่ายผู้ลี้ภัย ก็ต้องได้รับการศึกษา ระบุเจ้าหน้าที่ละเลยมานาน ต้องเข้าไปดำเนินการจัดการศึกษา
นายสุรพงษ์กล่าวว่า การจัดการศึกษาของคนกลุ่มนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายและกฎหมาย ซึ่งกำหนดขึ้นในปี 2548 ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์การจัดการและแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ซึ่งเป็นมติสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 และเป็นมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 โดยยังมีผลบังคับจนปัจจุบัน
และมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เรื่องการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ออกมารองรับลงรายละเอียดในเรื่องการศึกษา ตลอดทั้งมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ออกมาในวันที่ 5 กันยายน 2548 รองรับในวิธีการปฏิบัติของสถานศึกษาและเจ้าหน้าที่
ในยุทธศาสตร์ฯตามมติครม. 18 มกราคม 2548 ได้กำหนดชัดเจนว่า กลุ่มเป้าหมายมี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมแต่ตกสำรวจจากทางราชการ และกลุ่มที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แสดงว่าผู้ลี้ภัยในค่ายผู้ลี้ภัยเป็นกลุ่มเป้าหมาย และต่อมามีมติครม. 5 กรกฎาคม 2548 ออกมาลงรายละเอียดเรื่องการศึกษา
โดยระบุว่า “ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ที่เดิมเคยจำกัดไว้ให้บางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา (ยกเว้นกลุ่มที่หลบหนีภัยจากการสู้รบ จัดให้เรียนได้ในพื้นที่)”
เป็นการขยายโอกาสให้ทุกคนรวมทั้งเด็กด้วยสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้โดยไม่มีการจำกัดอีกแล้ว ซึ่งเรียกกันว่า การศึกษาเพื่อปวงชน หรือ Education for all อันเป็นหลักสากล แต่เนื่องจากกลุ่มที่หนีภัยจากการสู้รบหรือผู้ลี้ภัย ประเทศไทยมีนโยบายให้อยู่ได้เฉพาะในพื้นที่ควบคุม จึงให้จัดให้เรียนได้ในพื้นที่ควบคุมคือในค่ายผู้ลี้ภัย
นายสุรพงษ์กล่าวว่า หน้าที่ในการจัดให้เรียนตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือสพฐ. ที่จะต้องเข้าไปจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือโรงเรียนในระบบในค่ายผู้อพยพ แต่จนปัจจุบันผ่านมาแล้ว 21 ปีก็ยังไม่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีองค์กรระหว่างประเทศมาสนับสนุนการจัดการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยทำให้เด็กได้รับการศึกษา แม้จะไม่เป็นการศึกษาในระบบและไม่มีวุฒิการศึกษาให้ ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดการสนับสนุนช่วยเหลือในค่ายผู้ลี้ภัย ทำให้การศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยได้รับผลกระทบ เมื่อไม่มีที่เรียนเด็กบางส่วนจึงออกมาเรียนที่โรงเรียนภายนอก
การถูกตัดงบไม่ได้กระทบเฉพาะด้านการศึกษา ด้านการรักษาพยาบาลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โรงพยาบาลท่าสองยาง จึงจำเป็นต้องเข้าไปตั้งโรงพยาบาลท่าสองยาง สาขาแม่หละในพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อรองรับดูแลการรักษาพยาบาล โดยปรับการดูแลรักษาที่มีอยู่เดิมและการสนับสนุนจากภายนอกทำให้มีงบประมาณ บุคลากร และระบบดูแลจัดการได้
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำเป็นอย่างยิ่งต้องปฏิบัติตามมติครม.โดยเปิดโรงเรียนเพื่อให้เด็กในค่ายอพยพได้รับการศึกษา หลังจากละเลยดำเนินการมาถึง 21 ปี
โดยกระทรวงศึกษาธิการในฐานะต้องกำกับดูแลต้องกำชับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการคือจัดการศึกษาและนำเด็กทุกคนเข้าสู่การศึกษาในระบบ ไม่ใช่เอาเด็กออกจากโรงเรียน ออกจากระบบการศึกษาดังที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ทำอยู่
ในระหว่างจัดตั้งโรงเรียน หากไม่มีสถานศึกษาในระบบในค่ายผู้ลี้ภัย ระเบียบกฎหมายก็ให้เด็กนักเรียนสามารถขออนุญาตออกนอกพื้นที่ควบคุมโดยมีเหตุจำเป็นเพื่อมาเรียนได้ โดยนายอำเภอซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลพื้นที่ควบคุมหรือค่ายผู้ลี้ภัย มีอำนาจพิจารณาให้ออกนอกพื้นที่ควบคุม
โดยกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขได้ เมื่อเด็กนักเรียนออกมาและไปสมัครเรียนก็สามารถเข้าเรียนได้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ที่รองรับในวิธีการปฏิบัติของสถานศึกษาและเจ้าหน้าที่
