Sustainability Expo 2026 จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “เกษตรอินทรีย์และโอกาสทางธุรกิจ” ชี้ลดต้นทุน ลดคนกลาง ดันสินค้าเข้าถึงผู้บริโภค ให้ง่ายขึ้น เพิ่มมูลค่า
วันที่ 6 พ.ย.2549 ที่งาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “เกษตรอินทรีย์และโอกาสทางธุรกิจ” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายทวีศักดิ์ อ่องเอี่ยม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซเชียล บูฟเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องย่อยขยะเศษอาหาร “ชูชก” (ShooShoke) นายอรุษ นวราช ผู้บริหารพื้นที่เกษตรอินทรีย์ สวนสามพราน และผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจปฐม ออร์แกนิก ลีฟวิ่ง และนายณัฐวัฒน์ เตชะอาภรณ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามออร์แกนิกฟู้ดโปรดักส์ จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงโอกาสทางธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนแนวทางทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น
นายอรุษ นวราช กล่าวถึงประเด็นราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผู้บริโภคบางส่วนมองว่ามีราคาสูง โดยมองว่าปัจจัยหนึ่งมาจากปริมาณผลผลิตที่อาจน้อยกว่าเกษตรเคมี เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช แต่หากพิจารณาถึงต้นทุนการผลิตแล้ว เกษตรอินทรีย์สามารถมีต้นทุนต่ำกว่าเกษตรเคมีได้ หากเกษตรกรสามารถบริหารจัดการพื้นที่และระบบการผลิตได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ การเพิ่มปริมาณผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ลดลง ทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ลดภาระหนี้สินจากการจัดการต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายอรุษยังกล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 และภาวะโลกร้อน โดยมองว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีส่งผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อม การกลับมาปรับใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์แบบดั้งเดิม จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
ส่วนประเด็นราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผู้บริโภคมองว่าแพงนั้น นายอรุษอธิบายว่า ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากสินค้าที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น พร้อมยกตัวอย่างตลาดสุขใจ บริเวณสวนสามพราน ซึ่งเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยตรงจากเกษตรกร โดยสินค้าส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวสดใหม่ก่อนนำมาจำหน่าย ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งและลดต้นทุนจากการผ่านคนกลาง
สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ จึงสามารถเลือกซื้อจากเกษตรกรโดยตรงหรือตลาดสินค้าอินทรีย์ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้สินค้าสดใหม่ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการเลือกซื้อสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ หรือเป็น Active Consumer
ขณะที่นายณัฐวัฒน์ เตชะอาภรณ์กุล กล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจสินค้าออร์แกนิกในกลุ่มแม่และเด็กว่า แม้ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กจะลดลง แต่เมื่อมีเด็กเกิดขึ้นหนึ่งคน พฤติกรรมการใช้จ่ายของครอบครัวก็เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเตรียมบ้าน ห้องนอน รถยนต์ และอุปกรณ์สำหรับเด็ก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กค่อนข้างสูง
โดยพ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิกหรือผลิตจากธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหารหรือสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างขวดนม และเสื้อผ้าเด็ก รวมถึงให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็ก ทั้งการลดความหวานและความเค็ม เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก
นายณัฐวัฒน์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา บริษัทเน้นส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศเป็นหลัก ก่อนจะเริ่มขยายตลาดภายในประเทศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมองว่าช่องทางจำหน่ายเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ บริษัทเคยนำเสนอสินค้าให้กับร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของประเทศ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ เนื่องจากมองว่าสินค้าออร์แกนิกยังไม่ตอบโจทย์ตลาดมวลชน หรือ Mass Market จึงหันไปเจรจากับผู้ประกอบการรายอื่น และได้รับการตอบรับให้จำหน่ายสินค้าในกลุ่มแม่และเด็กที่เป็นออร์แกนิก ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี
นายณัฐวัฒน์มองว่า การนำสินค้าออร์แกนิกเข้าไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าทุกประเภท แต่สามารถเริ่มต้นจากการจัดพื้นที่หรือเลือกสินค้าบางกลุ่มมาวางจำหน่าย เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและขยายตลาดสินค้าออร์แกนิกในวงกว้าง
ด้านนายทวีศักดิ์ อ่องเอี่ยม กล่าวถึงการสร้างโอกาสให้สินค้าออร์แกนิกเข้าถึงผู้บริโภคว่า ช่องทางการจัดจำหน่ายมีความสำคัญ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มแม่และเด็ก ซึ่งผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิก ไม่เพียงสินค้าอาหาร แต่ยังรวมถึงสินค้าอุปโภค เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างขวดนม และเสื้อผ้า
นายทวีศักดิ์มองว่า การนำสินค้าออร์แกนิกเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ แม้จะเป็นเพียงพื้นที่หรือสินค้าบางส่วน ก็สามารถช่วยสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคได้เห็นและรู้จักสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการมุ่งหวังยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้าง Awareness และขยายโอกาสทางการตลาดให้สินค้าออร์แกนิกเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
ทั้งนี้ เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การผลักดันเกษตรอินทรีย์ให้เติบโตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การบริหารจัดการต้นทุนของเกษตรกร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการสร้างช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่สินค้าทางเลือกที่มีราคาสูง แต่เป็นสินค้าที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน




