ผัวเมีย 18 มงกุฎ / รวบผัวเมียจอมตุ๋น อ้างเป็นผู้การปส.ซี้ตั้งแต่ตำรวจยันรัฐมนตรี หลอกโกงสารพัด เหยื่อหลงเชื่อกว่า 20 ราย สูญเงินกว่า 30 ล้าน ตร.คุมตัวสอบ เหยื่อแค้นปรี่ชกหน้าหงาย
เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่กองปราบปราม พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รรท.ผบก.ป.มอบหมายให้ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป.พ.ต.ท.วิวัฒน์ จิตรโสภากุล พ.ต.ท.สิงห์ชัย ฐานไชยสิทิ์ รองผกก.พ.ต.ท.ประทีป ชูศรี สว.กก.3 บก.ป.แถลงจับกุม 1.นายประเวทย์ คิมฉ่ง หรือ ชนะพล วงศ์สว่าง อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 117 หมู่บ้านเศรษฐกิจ 31 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม.และ 2.น.ส.เพ็ญนภา ภู่พันธ์ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/3 หมู่ 1 ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย สองสามีภรรยา
ผู้ต้องหาหมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 279-280/2561 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่นและกระทำผิดฐานอั้งยี่” ภายหลังจับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.ท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร
อ้างตัวเป็นผู้การปส.หลอกเหยื่อ
รอง ผบก.ป. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีผู้เสียหลายรายเข้าแจ้งความว่าถูกนายประเวทย์และน.ส.เพ็ญนภา หลอกเอาทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก โดยพฤติกรรมของผู้ต้องหาจะทำทีมาติดต่อกับกลุ่มนักธุรกิจเพื่อขอเช่าคอนโดมิเนียม โดยอ้างตัวว่าเป็น ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบก.ปส.) ชื่อ “ผู้การพี” รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน มีทั้งรัฐมนตรี นักธุรกิจชื่อดัง นายทหาร นายตำรวจ ระดับสูง ระหว่างนั้นก็จะทำทีพูดคุยโทรศัพท์กับทางผู้ใหญ่ระดับสูงอยู่หลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นนายตำรวจจริงๆ
พ.ต.อ.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ต่อมาผู้ต้องหาก็หลอกให้ผู้เสียหายไปหาเช่าพระเครื่องของ “หลวงปู่หมุน” มาให้ เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบสะสมพระเครื่องของหลวงปู่หมุน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงไปเสาะหาและขอเช่ามาจากพรรคพวกเพื่อนฝูงมาได้ทั้งหมด 14 องค์ มูลค่า 5 แสนบาท ก่อนนำมามอบให้
แต่นายประเวทย์กลับอ้างว่าต้องนำพระเครื่องทั้งหมดไปให้เซียนพระที่จ.สุพรรณบุรี ตรวจสอบดูก่อนว่าเป็นพระแท้หรือไม่ หากเป็นพระแท้ ก็จะจ่ายเงินสดให้ผู้เสียหายทันที โดยผู้ต้องหาออกอุบายว่าขอให้ขับรถไปคนละคัน เพื่อความสะดวก แต่ระหว่างเดินทางผู้ต้องหาก็เร่งเครื่องขับหนีไป ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี
อ้างเป็นนักธุรกิจลวงฝากเข้ารับราชการ
พ.ต.อ.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า นอกจากจะอ้างเป็นนายตำรวจระดับผู้การแล้ว ผู้ต้องหายังอ้างตัวเป็นนักธุรกิจใหญ่ เข้าไปตีสนิทกับผู้เสียหาย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มีฐานะร่ำรวยและอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง จากนั้นก็จะสำรวจว่าพอจะหลอกเอาทรัพย์อะไรได้บ้าง ถ้ามีที่ดินจะทำทีขอซื้อที่ดิน หากเป็นนักสะสมพระเครื่องก็จะทำทีขอเช่าพระเครื่อง หรือหากเหยื่อมีลูกหลานก็จะหลอกฝากเข้ารับราชการ
หลอกเหยื่อ20 ราย สูญกว่า 30 ล้าน
โดยพบตระเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่เกือบทั่วประเทศ มีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อกว่า 20 ราย ทรัพย์สินที่ได้จะเป็นเงินสด พระเครื่อง สร้อยคอทองคำ และโทรศัพท์มือถือ มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้าน อย่างไรก็ตาม ยังพบว่านายชนะพลมีหมายจับติดตัวคดีฉ้อโกงรวม 8 คดี และ เคยถูกจับในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ก่อนพ้นโทษเมื่อปี 2558 ก่อนจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก
เบื้องต้นสอบสวน นายประเวทย์ ให้รับสารภาพ แต่ก็ถือว่าตนไม่ได้หลอกลวงใคร เพราะผู้เสียหายนำทรัพย์สินต่างๆมามอบให้ตนจริง แต่มอบให้ด้วยเพราะความเสน่หา ส่วนเรื่องที่อ้างตัวเป็นตำรวจ ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ตนเคยทำงานเป็นสายให้กับตำรวจปส. จึงทำให้รู้เรื่องของตำรวจดีในระดับหนึ่ง
เหยื่อแค้นปรี่ชกหน้าหงาย
ด้านนางอุศนี บุญช่วย อายุ 49 ปี หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวว่า นายประเวทย์เข้ามาตีสนิทถามข้อมูลจาก น.ส.เอ (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ซึ่งเป็นลูกสาวของรุ่นน้องที่ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเข้ามาที่บ้านและแอบอ้างว่ารู้จักกับคนใหญ่คนโต
ตอนแรกเขาก็สอบถามเรื่องที่ดิน แต่ตนก็ไม่ได้สนใจ พอคุยไปคุยมาเขาทราบว่าตนมีลูกชาย เขาก็เลยอ้างว่าจะช่วยฝากให้เข้ารับราชการ เพราะรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่สามารถฝากเข้ารับราชการได้ แต่ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ ด้วยความที่เขาแต่งตัวดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ จึงมอบเงินสดให้ไป 60,000 บาท และพระเครื่องของสามีไปอีก 2 องค์ เมื่อได้ทรัพย์สินแล้วผู้ต้องหาก็ได้หลบหนีไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำตัว ผู้ต้องหาทั้ง 2 มาสอบปากคำ ก็ได้มีผู้เสียรายรายหนึ่งเกิดความโกรธแค้น เดินปรี่เข้ามาต่อยใบหน้าของนายประเวทย์ 1 ครั้งจนหน้าหงาย ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาห้ามและนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถเพื่อนำไปส่งสภ.เมืองอุบลราชธานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป