นักกฎหมาย จี้ รัฐบาลต้องยืนยันไม่นำเข้า-จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในไทย แนะป้องกันปราบปรามการขายในรูปแบบต่างๆอย่างจริงจัง
วันที่ 1 ก.พ.2566 นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ แสดงความคิดเห็น กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยตั้งด่านตรวจและควบคุมนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน ต่อมานักท่องเที่ยวเผยแพร่ในสื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเรียกรับเงิน 27,000 บาท แต่ทางเจ้าหน้าที่อ้างว่านักท่องเที่ยวมีบุหรี่ไฟฟ้า เป็นข่าวใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจและกระทบถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นลำดับหนึ่ง
ในเบื้องต้น พล.ต.ต.อัฎธพร วงศ์ศิริปรีชา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เซ็นคำสั่งให้นายตำรวจ 7 นาย ขาดจากตำแหน่งเดิม โดยเด้งไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เนื่องจากตรวจพบบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่ตรวจยึดและจับกุม อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา
บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ทำไมต้องควบคุมไม่ให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า
บุหรี่ไฟฟ้า เป็นเครื่องมือสูบบุหรี่รูปแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 และออกสู่ตลาดประมาณปี ค.ศ. 2006 โดยแรกนั้นบุหรี่ไฟฟ้าถูกสร้างให้เป็นแท่งคล้ายบุหรี่ที่มีแบตเตอรี่ทำความร้อนเพื่อแปลงน้ำยาที่มีส่วนผสมของสารนิโคติน ให้แปลงเป็นไอและสูบเข้าสู่ปอด บุหรี่ไฟฟ้าได้มีพัฒนาการในรูปแบบใหม่ๆ และอ้างว่ามีความปลอดภัย
ต่อมาข้อมูลยืนยันว่า บุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติดชนิดเดียวกัน คือ นิโคติน องค์การอนามัยโลกกำหนดให้การติดบุหรี่เป็นโรคชนิดหนึ่ง เรียกว่า โรค Nicotine dependence หรือโรคพึ่งพานิโคติน ที่ต้องให้การรักษา เพราะคนที่ติดนิโคตินทั้งจากบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า มีผลกระทบต่อร่างกายทำให้ร่างกายผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่แม้อยากเลิกเองก็ไม่สามารถเลิกได้
ข้อมูลในอเมริกาพบว่า คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีแรงจูงใจที่จะเลิกการสูบต่ำกว่าคนที่สูบบุหรี่ธรรมดา ทำให้การเลิกบุหรี่ไฟฟ้ายากกว่าการเลิกบุหรี่ธรรมดา
สารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า มีฤทธิ์สำคัญทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายน้อยลง กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจต้อง ทำงานหนักขึ้น เสี่ยงเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้า ยังกระตุ้นให้ร่างกายผลิต hemoglobin มาเพื่อช่วยจับออกซิเจน ส่งผลให้มีสภาวะเลือดข้นและหนืด จับตัวเป็นก้อนได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดโรค หลอดเลือดสมองตีบหรือแตกมากขึ้น กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตและพิการ นอกจากนั้นยังกระตุ้นการอักเสบ (inflammation) และมีอนุมูลอิสระส่งผลกระทบระยะยาว
ประเทศไทยกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๗ และมีคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๙/๒๕๕๘ เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า หรือ ตัวยา น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งมีผลห้ามการขายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดของการเสพติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า
แม้จะมีการห้ามนำเข้าและห้ามขายในประเทศไทย แต่จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 พบว่า มีประชากรไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน หากนับที่ตกหล่น ที่ไม่เปิดเผย คาดว่ามีผู้เสพและติดบุหรี่ไฟฟ้านับแสนคนในประเทศไทย
ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้ามีจำนวนมากในประเทศไทย สามารถสั่งซื้อได้ในเว็บซื้อขายออนไลน์ทั่วไป รวมทั้ง Shopee และ Lazada ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 พบว่ามีการโพสต์ขายบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 1,400 ครั้ง ผ่านตัวแทนขาย 391 แห่ง
ปัจจุบันมีบุหรี่ไฟฟ้าชนิด “พอด” แบบใช้แล้วทิ้ง เป็นบุหรี่ไฟฟ้าแบบหนึ่งที่ผลิตออกมาโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น เด็กและเยาวชน บุหรี่ไฟฟ้าแบบนี้มีราคาถูก ปัจจุบันราคา 100+ บาท ไม่ต้องมีการชาร์ตไฟ หรือเติมน้ำยา แต่อันตราย คือ นิโคตินในบุหรี่แบบนี้มีปริมาณสูง บางยี่ห้อสูงเทียบเท่ากับบุหรี่ธรรมดาถึง 50 มวน
การบังคับใช้กฎหมายในการควบคุม ป้องกัน และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาตลอดมา ทำให้มีการแพร่หลายของการใช้ในประเทศไทย ตลอดจนมีความพยายามจากบางส่วนของทางการเมือง ที่จะให้มีการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย
สิทธิในการมีสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ที่ต้องได้รับตามมาตรฐานสูงสุด และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้ระบุชัดเจนให้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งครอบคลุมถึงการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค
รัฐบาลจึงต้องยืนยันการไม่นำเข้าตลอดจนการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆอย่างจริงจัง ตลอดจนรักษาผู้เป็นโรคติดนิโคตินในฐานะผู้ป่วยให้หาย รวมทั้งรณรงค์ไม่ให้มีการเสพติดสารเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารนิโคตินในประเทศไทย