บีบีซีรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค. มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมของโลก แจงผ่านเพจของตนเองว่า เฟซบุ๊กเตรียมปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอคอนเทนต์ประเภทข่าว หรือนิวส์ ฟีด และแทนที่ด้วยคอนเทนต์ประเภทอื่นที่กระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น สิ่งที่สมาชิกครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรู้จักเขียนขึ้น
ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่าการปรับเปลี่ยนจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เนื่องจากทาเฟซบุ๊กได้รับข้อติชมจากบรรดาผู้ใช้ว่าเฟซบุ๊กกำลังท่วมท้นไปด้วยคอนเทนต์จากสื่อมวลชน โฆษณาจากแบรนด์เนมและธุรกิจใหญ่ๆ ส่งผลให้คอนเทนต์ประเภทนี้เข้ามาบดบังช่วงเวลาที่สำคัญของผู้ใช้หลายคนที่ต้องการให้เฟซบุ๊กช่วยเป็นสื่อกลางเผยแพร่นำไปสู่การเชื่อมต่อกันทางสังคม
คณะผู้พัฒนาเฟซบุ๊กรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ต้องการให้เฟซบุ๊กเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ โดยต่อไปนี้คอนเทนต์ใดที่จะได้รับการโปรโมตผ่านเฟซบุ๊กจะต้องเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นคอนเทนต์ที่กระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ยกตัวอย่างเช่น การสนทนาวิพากษ์วิจารณ์รายการและกีฬาโปรดทางโทรทัศน์ของกลุ่มบุคคล อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ การถ่ายทอดสด หรือไลฟ์ ที่มีผู้เข้ามาชมและวิจารณ์เป็นจำนวนมาก
“การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้มีผู้ใช้เวลากับเฟซบุ๊ก และลักษณะการใช้งานบางประเภทของผู้ใช้จะลดลง แต่ผมคาดหวังว่าแม้เวลาที่ผู้ใช้จะใช้ไปกับเฟซบุ๊กลดลงแต่ก็จะเป้นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด”

(AP Photo/Noah Berger, File)
บีบีซีตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นหลังจากซักเคอร์เบิร์กและผู้บริหารสื่อไอทีในสหรัฐอเมริกาเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากการค้นพบว่าหน่วยงานของรัสเซียใช้สื่อออนไลน์ของสหรัฐรวมไปถึงเฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการโน้มน้าวความคิดเห็นของชาวอเมริกันส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง แต่ทางการรัสเซียปฏิเสธ ซักเคอร์เบิร์กจึงต้องออกมาตรการเพื่อจัดการกับข่าวลวง และคอนเทนต์ที่มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงภายในปีนี้
ลอรา ฮาซาร์ด โอเวน จากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยฮาร์วาด กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้นของเฟซบุ๊กถือว่าเป็นการปรับใหญ่ และจะส่งผลกระทบต่อบรรดาธุรกิจโดยเฉพาะสำนักข่าว ผู้ใช้จะพบข่าวในเฟซบุ๊กน้อยลงตามนิวส์ฟีด
อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นยังไม่ชัดเจนในรายละเอียดว่าจะเป็นเช่นไร ท้ายที่สุดแล้วอาจจะเป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง หรือเป็นเพียงแค่การดึงคอนเทนต์ข่าวที่มีผู้อ่านน้อยเท่านั้น

นายเกเบรียล คาห์น อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย มองว่า เฟซบุ๊กกำลังโดนกดดันจากทางการสหรัฐอย่างหนักต่อประเด็นการเป็นแพล็ตฟอร์มคอนเทนต์ที่มีความอิสระทำให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงในสังคมได้ง่าย สะท้อนว่าเฟซบุ๊กนั้นมีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสังคมมากเพียงใด
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นความพยายามที่เฟซบุ๊กจะนำเอาภาพลักษณ์เก่ากลับมา คือการเป็นแพล็ตฟอร์มที่อบอุ่นและสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดให้กับเพื่อนฝูงและครอบครัว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอาจถือเป็นการแทรกแซงประเภทหนึ่งของเฟซบุ๊กเองได้ด้วย เพราะเป็นการ “คัดสรร” คอนเทนต์ให้ปรากฏแทนที่จะปล่อยให้เป็นอิสระเหมือนแต่ก่อน แน่นอนว่าจะส่งผลต่อความคิดอ่านของผู้ใช้และอาจบิดเบือนการรับรู้ด้วย

SAN JOSE, CA – APRIL 18: /Getty Images/AFP
นายเดฟ ลี ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีของสำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ วิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงล่าสุดนับว่าเปรียบเหมือน “สูงสุดคืนสู่สามัญ” เพราะเฟซบุ๊กอาจกลับไปเป็นแพล็ตฟอร์มที่มุ่งเน้นให้ผู้ใช้รับรู้ความเคลื่อนไหวของสมาชิกครอบครัว เพื่อน และคนรู้จัก ว่ากำลังคิดอะไร ทำอะไร อยู่ที่ไหน มากกว่าที่จะเป็นแหล่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสำนักข่าว และโปรโมชั่น โฆษณาสารพัดจากแบรนด์เนมทั้งหลาย
การตัดสินใจนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายซักเคอร์เบิร์กดำเนินการแย้งกับแนวทางปฏิบัติงานที่ผ่านมา นั่นคือ เป็นการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นายซักเคอร์เบิร์กยังยอมรับว่า “จะทำให้คนใช้เฟซบุ๊กน้อยลง”
นายลี มองว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ยากลำบากของนายซักเคอร์เบิร์ก เพราะเฟซบุ๊กเผชิญกับเสียงโจมตีที่แพล็ตฟอร์มดังกล่าวดารดาษไปด้วย ข่าวปล่อย ข่าวปลอม และคอนเทนต์ประเภทคลิกเบต ที่หลอกล่อให้ผู้ใช้คลิกเพื่อทำยอดแต่ภายในไม่มีสาระอะไรที่จรรโลงแนวคิดหรือช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในสังคม การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า นายซักเคอร์เบิร์ก น่าจะตกผลึกทางความคิดแล้วว่าแพล็ตฟอร์มที่มีความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์นั้นสร้างความยุ่งยากตามมา
ข่าวร้ายที่สุดน่าจะตกอยู่กับบรรดาสำนักข่าว และองค์กรใหญ่ๆ รวมทั้งบรรดาคอนเทนต์โพรไวเดอร์อิสระที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่คอนเทนต์ หากมาตรการนี้ถูกนำมาใช้ ก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่าจะมีธุรกิจเหล่านี้หลายแห่งต้องเจ๊งปิดตัวไปแน่นอน
มาตรการนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเฟซบุ๊กเองด้วย นายซักเคอร์เบิร์กเคยเตือนบรรดานักลงทุนหุ้นส่วนของเฟซบุ๊กตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านแล้ว ว่าการปราบปรามข่าวปล่อย-ข่าวปลอมนั้นจะส่งผลลบต่อเฟซบุ๊ก คำถามที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ จะกระทบเพียงใดเท่านั้น