ตร.แถลงยิบเส้นเงินมูลนิธิ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ 815 ล้าน โอนยับ ซื้อหุ้น ที่ดิน รถยนต์ กระเป๋าแบรนด์เนม ประกันชีวิต บัตรเครดิต ค่าผ่อนบ้าน เจ้าตัวปฏิเสธ อ้างสับสนการเบิกจ่ายเงิน ด้านก๊อตอ้างทำตามคำสั่งบุ๋ม
วันที่ 7 พ.ย. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลปฏิบัติการจับกุม น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และนายอธิป อนันทวรรณ
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกลุ่มผู้เสียหายและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. หลังถูกชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือสาธารณกุศล ทั้งผู้ประสบอุทกภัยและผู้ยากไร้ แต่ต่อมาพบข้อพิรุธว่าเงินบริจาคไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง จึงแจ้งความดำเนินคดี
จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้อาศัยชื่อเสียง ภาพลักษณ์บุคคลสาธารณะ และการทำงานช่วยเหลือสังคม โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงิน โดยระบุบัญชีเงินฝากส่วนบุคคลควบคู่กับบัญชีมูลนิธิฯ ซึ่งใช้ชื่อบัญชีที่สร้างความเข้าใจเสมือนเป็นบัญชีทางการขององค์กรสาธารณกุศล
ทำให้ประชาชนหลงเชื่อโอนเงินร่วมบริจาคเป็นจำนวนมาก มียอดเงินบริจาคหลั่งไหลเข้าบัญชีสะสมรวมกว่า 800 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคลกว่า 600 ล้านบาท และบัญชีมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเงินบริจาคแล้ว กลับพบการโยกย้ายถ่ายเทเงินออกจากบัญชีรับบริจาคเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของผู้ต้องหาและบุคคลใกล้ชิด นำไปใช้จ่ายส่วนตัว ทั้งชำระหนี้บัตรเครดิต ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู และซื้อกองทุนรวม
นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์โยกย้ายเงินผ่านสัญญาก่อสร้างอาคารและพูลวิลล่าหรูในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.ปทุมธานี โดยโอนเงินบริจาคไปยังผู้รับเหมา ก่อนจะมีการวนเงินสดและเงินโอนคืนกลับมายังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมถึงการนำเงินไปกว้านซื้อที่ดินสะสมไว้ในหลายจังหวัด
ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบยังพบว่า มูลนิธิฯ ดังกล่าวยังไม่เคยจัดทำและนำส่งรายงานสถานะการเงินหรืองบดุลประจำปีต่อนายทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด พฤติการณ์ทั้งหมดจึงแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตในการนำเงินบริจาคสาธารณะไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน
ส่วนของนายอธิป เบื้องต้นพบว่ายังไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปเข้าข่ายในเรื่องของการฉ้อโกงประชาชน แต่มีพฤติกรรมโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือรับโอนเงิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามฐานร่วมกันฟอกเงิน ทำให้เมื่อศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ก่อนที่ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวน เข้าทำการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด
จุดที่ 1 บ้านพักหรู ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม. ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ นางสาวปนัดดาฯ ผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถยนต์ตู้หรู Alphard, ทรัพย์สินมีค่า จิวเวลรี่, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ, อาวุธปืน 5 กระบอก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสมุดบัญชีธนาคาร
จุดที่ 2 ที่ทำการมูลนิธิองค์กรทำดี คลอง 8 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตรวจยึดรถยนต์ของมูลนิธิฯ 5 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 1 คัน, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม, เอกสารต่างๆ, วัตถุคล้ายแท่งเงิน และฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด
จุดที่ 3 บ้านพักในพื้นที่ ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ตรวจยึดเอกสารสิทธิ์และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ใน จ.กระบี่ และ ภูเก็ต
จุดที่ 4 อาคารที่ตั้งมูลนิธิฯ เดิม ซอยรามอินทรา 23 เขตบางเขน กทม. ได้เข้าตรวจสอบพยานเอกสารและสถานที่ตั้งเดิมของมูลนิธิฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานประกอบสำนวนคดี
ผลการตรวจค้นทั้ง 4 จุด พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เป็นจำนวนมาก ชุดสืบสวนได้หอบหลักฐานทั้งหมดมาทำการสแกน ที่ บก.ปอศ. พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่เป็นทรัพย์สิน ที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด เป็นกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนหลายใบ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และมีเครื่องประดับบางส่วน
ทางการสอบสวนบุ๋ม ปนัดดา ผู้ต้องหารายแรก ให้การปฏิเสธ แต่รับสารภาพในข้อเท็จจริงว่า ตัวเองเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงิน และใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่อ้างว่ามีความสับสนในการเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากธุรกรรมที่ต้องทำมีเป็นจำนวนมาก
และนายอธิปให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าธุรกรรมที่ทำไปเป็นการทำโดยเชื่อตามคำสั่งของ บุ๋มปนัดดา แต่ขณะเดียวกันพฤติกรรมการสืบสวนสอบสวน พบว่าทั้งสองท่านมีความผิด มีพฤติกรรมอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ทั้งพฤตินัยและนิตินัย
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินคดี แบ่งการดำเนินคดีเป็นวง วงแรกกลุ่มผู้ต้องหาหลัก คือบุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป วงที่สองคือ คณะกรรมการมูลนิธิ และผู้รับเหมา ซึ่งต้องพิจารณาว่า มีส่วนร่วมในการกระทำผิดหรือไม่ เป็นเพียงพยานใกล้ชิดเหตุการณ์ หรือเป็นผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดในความผิดฐานฟอกเงินด้วย
ส่วนวงที่สาม คือวงที่เป็นเส้นเงินที่ไปชนกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นบิดา, นักธุรกิจที่เชียงใหม่ หรือว่าบุคคลอื่นที่เราตรวจพบเจอในภายหลัง
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า สําหรับไทม์ไลน์การเปิดรับบริจาคเงินพบว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 น.ส.ปนัดดา มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเชิญชวนให้ประชาชนมาบริจาคเงิน โดยอ้างว่าจะนําเงินไปใช้ในสาธารณกุศล ให้บริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวชื่อ “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ซึ่งบัญชีดังกล่าวเปิดไว้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558
ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ได้มีการสร้างเพจเฟซบุ๊กชื่อ “องค์กรทําดี” และยังมีการเชิญชวนให้ประชาชนมาบริจาคเงิน โดยใช้บัญชีเดิมในการรับเงินบริจาคชื่อ “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”
ในวันที่ 30 มีนาคม 2566 มีการจดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิองค์กรทําดี” หลังมียอดบริจาคเข้ามาเพิ่มมากขึ้น
วันที่ 29 เมษายน 2565 มีการเปลี่ยนชื่อเพจจาก “องค์กรทําดี” เป็น “มูลนิธิองค์กรทําดี” แต่ยังเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีเดิมชื่อ “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”
ต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 มีมติรับรองบัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ในการรับบริจาคเงิน
ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 มีการเปิดบัญชีชื่อ “มูลนิธิองค์กรทําดี” ในการรับเงินบริจาคควบคู่กับบัญชีเดิม
ต่อมาในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 มูลนิธิองค์กรทําดี มีการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคผ่านบัญชี “มูลนิธิองค์กรทําดี” โดยไม่ได้ยกเลิกบัญชีเดิม
และในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 มีการเปิดบัญชีเพิ่มอีก 1 บัญชีซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวชื่อ “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” และยังคงใช้ทั้ง 3 บัญชีในการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชน
ในส่วนของการสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า บัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” มีผู้บริจาคเงินโอนเข้ามา ตั้งแต่วันที่ 29/1/58 – 29/10/69 จํานวน 1,778,656 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท และมีเงินที่โอนมาจาก “มูลนิธิองค์กรทําดี” อีกประมาณ 100 ล้านบาท รวมเงินกว่า 700 ล้านบาท
ก่อนจะมีการโอนเงินออกจํานวน 6,275 ครั้ง รวมเงินกว่า 688 ล้านบาท ถูกโอนไปที่บัญชีส่วนตัวของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จํานวน 243 ล้านบาท, นายอธิป, ช่างเอ๋, ซื้อกองทุน, ของแบรนด์เนม, จ่ายบัตรเครดิต, ถอนเป็นเงินสด และอื่นๆ รวม 12 รายการ เป็นเงินประมาณ 520 ล้านบาท เหลือค้างในบัญชีประมาณ 7 ล้านบาท
ส่วนบัญชี “มูลนิธิองค์กรทําดี” มีผู้โอนเงินบริจาคเข้ามา ตั้งแต่วันที่ 27/7/65 – 29/10/69 จํานวน 1,384,112 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 196 ล้านบาท และมีการโอนเงินออกไปที่บัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” จํานวน 25 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาท
และโอนออกจํานวน 87 ครั้ง เป็นเงินกว่า 95 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนไปที่บัญชีส่วนตัวของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จํานวน 6 ล้านบาท, นายอธิป, ค่างวดบ้าน, ถอนเป็นเงินสด รวมเป็นเงินประมาณกว่า 51 ล้านบาท เหลือเงินค้างในบัญชีประมาณ 15.4 ล้านบาท
สําหรับบัญชี “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” มีผู้บริจาคโอนเงินเข้ามาตั้งแต่วันที่ 3/6/68 – 1/11/69 จํานวน 60,889 ครั้ง เป็นเงินกว่า 9.4 ล้านบาท และมีเงินโอนมาจากบัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” จํานวน 131 ครั้ง เป็นเงินกว่า 17 ล้านบาท
และเงินถูกโอนออกไปจํานวนจํานวน 51 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 15.5 ล้านบาท โดยเงินดังกล่าวถูกโอนไปที่บัญชี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จํานวน 12.8 ล้านบาท, นายอธิป, นักธุรกิจใน จ.เชียงใหม่ รวมเงิน 14.3 ล้านบาท เหลือเงินค้างในบัญชีประมาณ 11 ล้านบาท
ทั้งนี้ รวมพบว่ามีการโอนเงินบริจาคเข้ามารวมกว่า 3.2 ล้านครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 815 ล้านบาท
