กรมพัฒนาธุรกิจฯ ปฏิบัติการ ‘ยุทธรัฐ’ สางปมนอมินี ขยายผลต่างชาติ 5 ราย แปลงสัญชาติเป็นไทย มีเอี่ยวเป็นผู้ถือหุ้นกว่า 84 บริษัท เข้าข่ายธุรกิจนอมินี 36 บริษัท
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินีเข้าร่วมประชุมติดตามผลปฏิบัติการ ‘ยุทธรัฐ’ ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นการทำงานต่อเนื่อง เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบและขยายผลเครือข่ายนอมินีภายหลังเจ้าหน้าที่จาก 10 หน่วยงานได้ลงพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด ในกรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจสอบการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลอำพรางการประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
“ผลการลงพื้นที่และตรวจสอบเชิงลึกในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยจากการตรวจสอบกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติไทยจำนวน 5 ราย เป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลรวม 84 บริษัท ซึ่งกรมฯ ได้ขยายผลการตรวจสอบเชิงลึกไปยังสัญชาติของผู้ถือหุ้นและกรรมการทั้ง 84 บริษัท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) นิติบุคคลไทยที่มีคนไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมด 42 ราย โดยจำนวนนี้มีนิติบุคคลสถานะเลิก/ร้างแล้ว 4 ราย 2) นิติบุคคลที่มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว 36 ราย และ 3) นิติบุคคลต่างด้าว 2 ราย” นายกิตติวัฒน์ กล่าว
นายกิตติวัฒน์ เปิดเผยต่อว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกหนังสือเรียกนิติบุคคลใน 2 กลุ่ม 38 บริษัท คือ 1) นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายธุรกิจนอมินี 36 ราย โดยมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นในสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 50 เพื่อให้กรรมการและผู้ถือหุ้นเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการลงทุน พร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อเจ้าหน้าที่กรมฯ
และ 2) นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 2 ราย เพื่อให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การประกอบธุรกิจ ขณะนี้ มีนิติบุคคลได้เข้าชี้แจงและนำส่งเอกสารแล้ว 7 ราย พร้อมมีนิติบุคคลที่ขอขยายเวลาชี้แจงออกไปอีก 1 เดือน 20 ราย และยังไม่ได้จัดส่งเอกสารจำนวน 11 ราย ซึ่งกรมฯ จะเร่งรัดและติดตามนิติบุคคลกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป
“สำหรับปฏิบัติการ ‘ยุทธรัฐ’ เป็นการบูรณาการจาก 10 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อตรวจสอบกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติจากอิสราเอลเป็นสัญชาติไทย และได้กระทำการที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร โดยได้มุ่งตรวจสอบและขยายผลทั้งด้านการถือครองที่ดิน การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เส้นทางการเงิน และภาษีอากร โดยเฉพาะเงินบริจาคจากต่างประเทศ การโอนเงินระหว่างองค์กรและบริษัท
รวมถึงการนำเงินไปลงทุนหรือซื้อทรัพย์สิน การตรวจสอบข้อมูลสัญชาติ การเข้าเมือง และการแปลงสัญชาติ การป้องกันการโยกย้ายหรือถ่ายโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงการพำนักและการอยู่เกินกำหนดอนุญาตของคนต่างด้าวที่อาจเชื่อมโยงกับการกระทำผิดได้ ที่ผ่านมาทุกหน่วยงาน ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบปรามผู้กระทำผิดให้หมดไปจากประเทศไทย” นายกิตติวัฒน์ กล่าว