เลขาฯป.ป.ส. แจงกม.ยาเสพติด มองผู้เสพ เป็นผู้ป่วย สอดคล้องแนวทางUN

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2565 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ดินแดง นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับกฎหมายยาเสพติดผู้เสพคือผู้ป่วย และประเด็นเรื่องยาบ้า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ผู้เสพยาเสพติดก่อเหตุสังหารหมู่ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู

นายวิชัยกล่าวว่าการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติดยาเสพติด กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือการปรับปรุงกลไกการดูแลรักษาผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผู้เสพผู้ติดยาเสพติดโดยวิธีการทางสาธารณสุขแทนการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ยึดหลัก “ผู้เสพ คือ ผู้ป่วย” โดยนำผลการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก (UNGASS 2016) มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย

เน้นให้ผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาโดยเร็ว ให้โอกาสผู้เสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาแทนการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เสพกล้าที่จะแสดงตนและเข้ารับการบำบัดรักษาโดยไม่ต้องกลัวความผิด ครอบครัวและชุมชนให้โอกาสโดยแนะนำหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือโดยไม่ต้องกลัวว่าคนในครอบครัวจะต้องถูกดำเนินคดี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมุ่งดำเนินการให้ผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากยังคงใช้ยาเสพติดต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อผู้เสพยาเสพติดสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาก็จะได้รับการคัดกรองและบำบัดรักษาตามหลักวิชาทางการแพทย์ อีกทั้งเมื่อผ่านการบำบัดแล้วจะมีกระบวนการติดตามดูแลช่วยเหลือเพื่อให้ผู้เสพกลับคืนสู่สังคม โดยไม่กลับไปใช้ยาเสพติดอีก

ส่วนกรณีผู้เสพที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยนั้น เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตและประสาท เช่น มีอาการได้ยินเสียงแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง หรือมี
อาการ อาละวาด คลุ้มคลั่ง ซึ่งเมื่อมีการคัดกรองผู้เสพแล้ว ผู้เสพที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยจะถูกส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติดสำหรับกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ คือโรงพยาบาลเฉพาะทางสังกัดกรมสุขภาพจิต ซึ่งจะมีสถานที่ และมีบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเครื่องมือที่เอื้อต่อการให้การดูแลบุคคลกลุ่มดังกล่าว

อย่างไรก็ดี กรณีที่ผู้เสพได้กระทำความผิดอาญาอื่นที่มีโทษจำคุกร่วมด้วย เช่นกระทำความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ บุคคลกลุ่มนี้จะ
ไม่มีสิทธิสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และจะต้องถูกดำเนินคดีโดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 การเสพยาเสพติดยังคงมีโทษอยู่ ตาม มาตรา162 และ 163

สาระสำคัญ การเสพยาเสพติดยังคงมีโทษอยู่ (ม.162, 163) แต่หากผู้เสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาและดำเนินการเข้ารับการบำบัดจนครบถ้วน ก็จะไม่มีความผิด บทลงโทษทางกฎหมายยังคงมีอยู่ กฎหมายนี้มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือให้เข้าบำบัดโดยไม่เอาผิดทางอาญา “มองผู้เสพ เป็นผู้ป่วย” ใช้กระบวนการทางสาธารสุขและสุขภาพในการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติด

ส่วนในความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุกร่วมกับถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเสพยาเสพติด และเมื่อบุคคล กลุ่มนี้เข้าไปรับโทษในเรือนจำก็จะมีกระบวนการให้การบำบัดรักษาในระหว่างที่ต้องรับโทษต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน