ครูพี่เลี้ยงร้องสายไหม ผวาเพื่อนบ้านหลอนยา หาว่าเลี้ยงผี สุดเอือม ทั้งข่มขู่ ปาของใส่ หวั่นเด็กและบุคลากรภายในศูนย์เด็กเล็กจะได้รับอันตราย
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ซอยสายไหม 38 แขวงและเขตสายไหม กทม. นางยุคลธร อายุ 57 ปี ครูพี่เลี้ยงประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง ย่านบางแค เดินทางเข้าพบนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงาน เพื่อขอให้ช่วยเหลือเนื่องจากถูกเพื่อนบ้านที่พักอาศัยย่านบางแคตะโกนด่าทอ พร้อมข่มขู่ด้วยคำหยาบคาย และปาสิ่งของจนตัวบ้านได้รับความเสียหายมานานกว่า 4 ปี จนเกรงว่าจะได้รับอันตราย
นางยุคลธร เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายปี 63 ที่ผ่านมา เพื่อนบ้านที่พักอาศัยอยู่ติดกันภายในหมู่บ้านเศรษฐกิจ แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. ซึ่งเป็นเพศชาย อายุประมาณ 39 ปี ประกอบอาชีพขี่รถจกรยานยนต์รับจ้าง เกิดอาการคลุ้มคลั่งตะโกนด่าทอด้วยคำหยาบคายจากภายในบ้าน จนเสียงดังมาถึงบ้านตน
โดยช่วงแรกตนยังไม่ได้รู้สึกสงสัยและไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่อย่างใด จนกระทั่งมีการเอ่ยถึงชื่อลูกชายตน และด่าทออยู่เรื่อยๆจนแน่ชัดว่าถูกเพื่อนบ้านรายดังกล่าวจงใจด่าทอมายังครอบครัวของตน โดยไม่เลือกเวลา ทั้งเช้า กลางวัน เย็น หรือแม้ช่วงดึกดื่นค่ำคืน แต่ทางครอบครัวตนก็ไม่ได้มีการตอบโต้แม้แต่อย่างใด
นางยุคลธร เผยต่อว่า จากนั้นเมื่อช่วงกลางปี 64 สามีตนเริ่มทนพฤติกรรมไม่ไหว จึงได้ตัดสินใจเรียกคู่กรณีมาปรับความเข้าใจ กระทั่งคู่กรณียอมรับว่า มีพฤติกรรมเสพยาเสพติดจนเกิดอาการหลอนไปเอง คิดว่าถูกลูกชายคนเล็กของครอบครัวตนไปด่าทอ และแอบเดินตาม
ซึ่งทางคู่กรณีได้ขอโทษ และรับปากว่าจะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก แต่ผ่านมาได้เพียงแค่สัปดาห์เดียวคู่กรณีก็เริ่มมีพฤติกรรมที่หนักขึ้นนอกจากด่าทอด้วยคำหยาบคายแล้วก็เริ่มปาสิ่งของ ทั้งครกหิน สากหิน เขียง ก้อนหิน และกระทะไฟฟ้า จนหลังคาบ้านเสียหาย ตนจึงได้เดินทางไปแจ้งความที่สน. หลักสอง เพื่อดำเนินคดีกับคู่กรณี ทั้งเรื่องการด่าทอ ขว้างปาสิ่งของ และต้องการให้ตรวจหาสารเสพติด แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับบอกครอบครัวว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจที่ไปตรวจหาสารเสพติด”
นางยุคลธร กล่าวว่า ต่อมาเมื่อปลายปี 64 ตนได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวผ่านสื่อมวลชน และกลายเป็นข่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินคดีแจ้งข้อหากับคู่กรณีเป็นคดีเกี่ยวกับการทำลายทรัพย์สิน โดยทางคู่กรณีจึงชดใช้เงินเป็นจำนวนประมาณ 40,000 บาท หลังจากนั้นคู่กรณีก็ได้เงียบหายประมาณหนึ่งปี
จนกระทั่งช่วงเดือนส.ค. ปี 66 คู่กรณีได้ทุบกำแพงจากฝั่งบ้านตัวเองทำให้รั้วบ้านของตนพัง ตนไปแจ้งความที่สน.หลักสอง ตำรวจเรียกนัดไปไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 66 ทางคู่กรณีก็มาซ่อมแซมให้ แต่ยังคงด่าทอ ครอบครัวของตนด้วยคำหยาบคายเหมือนเดิม
ทั้งนี้คู่กรณี ยังเคยกล่าวหาว่าตนไปขโมยของภายในบ้านของคู่กรณี ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปภายในบ้านหลังดังกล่าว นอกจากนี้ทางคู่กรณียังเคยโพสต์กล่าวหาว่า บ้านตนเลี้ยงผี และทำของใส่อีกด้วย
“จนกระทั่งเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา คู่กรณีรายดังกล่าวได้บุกไปหาตนภายในศูนย์เด็กเล็กที่ตนทำงานอยู่ ซึ่งภายในศูนย์เด็กเล็กนั้นมีเด็กอายุ 2-5 ขวบ จำนวน 293 คน โดยอ้างว่า จะมาหาตนเพื่อถ่ายรูป เนื่องจากไปขโมยของในบ้าน ตนจึงกลัวว่าเด็กและบุคลากรภายในศูนย์เด็กเล็กจะได้รับอันตรายจึงได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หลักสอง
แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับบอกว่า “คิดมากไปหรือเปล่า“ ซึ่งก่อนหน้านี้ คู่กรณีเคยมีภรรยาแต่เลิกรากันไปแล้วเนื่องจากทนพฤติกรรมไม่ไหว โดยปัจจุบันคู่กรณีอาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพัง และเคยห้ามปรามพฤติกรรมของลูกชายแต่กลับถูกต่อว่า
แม่ของคู่กรณีจึงทำเป็นเมินเฉยไม่สนใจ สำหรับจุดประสงค์ที่เดินทางมาร้องเรียนในวันนี้เพราะทางครอบครัวตนรู้สึกไม่ปลอดภัย ตั้งแต่คู่กรณีมีพฤติกรรมในลักษณะนี้มาอย่างยาวนาน และยังถูกข่มขู่ว่าจะทำร้ายครอบครัวของตน เพราะก่อนหน้านี้ทางคู่กรณีก็เคยข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ตนและลูกอยู่เป็นประจำ“ นางยุคลธร กล่าว
นายเอกภพ กล่าวว่า ผู้เสียหายเป็นคุณครู มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือ หลังถูกเพื่อนบ้านก่อกวนมาโดยตลอดซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า 4 ปี ซึ่งเพื่อนบ้านรายดังกล่าวมีอาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และเคยรับส่งลูกของผู้เสียหายอีกด้วย แต่หลังจากนั้นก็มีพฤติกรรมด่าทอ และสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ปาข้าวของเข้ามาในบ้านของผู้เสียหายอยู่เป็นประจำ
สิ่งที่ตนเองกังวลใจคือคู่กรณี มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่น นอกจากนี้ตัวผู้ก่อเหตุยังเคยบุกเข้าไปถึงโรงเรียนที่ผู้เสียหายสอนเด็กเล็กอยู่ ตนมองว่าไม่ปลอดภัยกับเด็กนักเรียน เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียที่จังหวัดหนองบัวลำภูมาก่อนแล้ว
ทั้งนี้ตนจะประสานไปยังผกก.สน.หลักสอง เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่เหลือทุกคดี รวมไปถึงกรณีที่ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของผู้ก่อเหตุนั้น ตนเองตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วจะต้องเป็นหน้าที่ของใครกันแน่





