ในวันที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ “พลังงานสะอาด พลังงานแห่งอนาคต”

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ภายใต้กลยุทธ์ Bangchak 100x เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง เริ่มมีผล 1 ม.ค.2569

โดยเน้นการลงทุน และมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการลงทุนเพื่อรองรับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงโมเลกุลสะอาด พลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว

รายงานพิเศษ

ขั้นตอนการผลิต e-Fuels

เพื่อให้เห็นภาพการเดินหน้าขับเคลื่อนที่ชัดเจน ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.-1 ต.ค.2568 คณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก จึงได้นำสื่อมวลชนไปศึกษาดูความพร้อมที่ประเทศญี่ปุ่น นำโดย นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งได้พาเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยเทคนิคกลางที่เมืองโยโกฮาม่า ของ ‘ENEOS Holdings’ ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ผู้ผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ในกลุ่มปิโตรเลียมที่มีส่วนแบ่งตลาดที่ 50% กำลังมุ่งหน้าสู่นโยบาย ENEOS Group Carbon Neutrality

รายงานพิเศษ

กระบวนการของเทคโนโลยี

เป็นไปตามแนวทางเดียวกับกลุ่มบริษัทบางจาก และเพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี สร้างความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนบางจากฯ สู่ความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และการพัฒนาพลังงานแห่งอนาคต โดยมี ดร.ยูอิชิโร ฟูจิยาม่า Chief Technology Officer ของ ENEOS Holdings คณะผู้บริหารและทีมงานร่วมต้อนรับ

รายงานพิเศษ

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

ศูนย์วิจัยเทคนิคกลางของ ENEOS ได้จัดตั้งโรงงานสาธิตผลิต e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์มาตั้งแต่ปี 2567 โดยใช้กระบวนการแปรรูปไฮโดรเจนจากการแยกโมเลกุลน้ำ และดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วผ่านกระบวนการผลิตเป็นไฮโดรคาร์บอนสังเคราะห์ ซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันจากฟอสซิลได้ทันที (drop-in fuels) โดยไม่ต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีเครื่องยนต์ โครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบนิเวศใดๆ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงดั้งเดิมและเป็นคำตอบในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่ง เชื้อเพลิงสังเคราะห์นี้นำไปอัพเกรดใช้ในเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน รถยนต์ รถบัส รถบรรทุกสินค้า และเรือ

รายงานพิเศษ

คณะผู้บริหารของบางจากฯ และ ENEOS Holdings

โรงงานสาธิตนี้มีกำลังผลิตเริ่มต้น 1 บาร์เรลต่อวัน และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่น New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ภายใต้กองทุน Green Innovation Fund โดยมีการนำผลงานไปจัดแสดงแล้วที่งาน Osaka Expo 2025 ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะยังต้องใช้ระยะเวลาวิจัยอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ราคาเชื้อเพลิงสังเคราะห์ใหม่นี้มีราคาเทียบกับราคาเชื้อเพลิงในปัจจุบัน

แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และมีแนวโน้มใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่ไฮโดรคาร์บอนจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่อยู่ในกลุ่มโมเลกุลสะอาด (Clean Molecules) ซึ่งมีจุดเด่นด้านความหนาแน่นพลังงานสูง การขนส่งที่สะดวก และง่ายต่อการจัดเก็บ ทำให้ยังตอบโจทย์การใช้งานในหลายภาคส่วนของโลกยุคเปลี่ยนผ่าน

รายงานพิเศษ

โรงงานสาธิตผลิต e-Fuels

โดยแนวโน้มของตลาดโลกก็สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน ปัจจุบันอุตสาหกรรม e-Fuels มีมูลค่าประมาณ 11,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2568) และคาดว่าจะขยายตัวแตะระดับเกือบ 88,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2575 ตามข้อมูลจาก Fortune Business Insights (2024)

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า “e-Fuels เป็นคำตอบสุดท้ายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ณ วันนี้ ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์กว่า 1,500 ล้านคันวิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วโลก การเปลี่ยนทั้ง ตัวรถ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศการผลิตรถ ย่อมสิ้นเปลืองมหาศาล อีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือ e-Fuels เชื้อเพลิงสังเคราะห์จากการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และไฮโดรเจนสะอาด ที่สามารถใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงปกติได้ทันทีในเครื่องยนต์สันดาป (ICE) โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนใดๆ บนรถยนต์ (drop-in) หรือระบบนิเวศ โครงสร้างพื้นฐานและไม่เพิ่มภาระการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ช่วยเร่งการก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาดหรือ net zero อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเทคโนโลยี e-Fuels เป็นไอเดีย และศึกษาอยู่ ได้มีการพูดคุยกับทาง ENEOS ร่วมกันหลายเรื่อง และสามารถทำร่วมกันได้”

รายงานพิเศษ

ผลงาน e-Fuels ที่โชว์ในที่งาน Osaka Expo 2025

ปัจจุบันบางจากฯ มีศักยภาพผลิตเชื้อเพลิงสะอาดยุคใหม่จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ครอบคลุมการเดินทางและการขนส่งทั้งทางอากาศด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ทางบกด้วย Renewable Diesel (HVO) และทางน้ำด้วย B24 Marine Biofuels

“เราจึงให้ความสำคัญกับการติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์อย่างใกล้ชิด เป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้เวลา คาดว่าในปี 2040 (2583) จะผลิตเพื่อใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ถ้าทำในเชิงพาณิชย์ เราพร้อมที่จะทำ ในฐานะพลังงานที่เชื่อมโลกปัจจุบันกับโลกพลังงานสะอาด เป็นสะพานสู่การเปลี่ยนผ่านที่จับต้องได้ และตอกย้ำบทบาทผู้นำพลังงานแห่งอนาคตของเรา” นายชัยวัฒน์กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ

ไร่ชาเขียวมัตซึดะ เอ็น

นอกจากนี้ยังได้ไปเยี่ยมชมไร่ชาเขียว ‘Matsuda-en’ (มัตซึดะ เอ็น) จังหวัดชิซุโอกะ แหล่งผลิตมัทฉะคุณภาพสูง ซึ่งอินทนิล แบรนด์เครื่องดื่มภายใต้การบริหารของบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (BCR) บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในเมนูมัทฉะหลากหลายชนิด เพื่อส่งมอบรสชาติและคุณภาพต้นตำรับจากญี่ปุ่นให้แก่ลูกค้า

โดยไร่ชาดังกล่าวดำเนินกิจการโดย บริษัท ยามามะ มัตสึดะเอ็น จำกัด ผู้ผลิตชาญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 150 ปี เริ่มส่งออกตั้งแต่ปี 2534 ปัจจุบันบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 5 นายสึโยมิ มัตสึดะ และได้จำหน่ายชาไป 30 ประเทศทั่วโลก โดยไทยเป็นตลาดใหญ่ในการส่งออกชาเขียว และตัวพรีเมียมที่สุดส่งให้กับร้านอินทนิล ซึ่งการันตีคุณภาพได้จากไร่แห่งนี้ได้รับรางวัล อันทรงเกียรติหลายรายการ รวมถึง รางวัลถ้วยจักรพรรดิ (The Emperor’s Cup) ด้วยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ชาเขียวญี่ปุ่นของ Matsuda-en เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

รายงานพิเศษ

สึโยมิ มัตสึดะ และคณะผู้บริหารบางจากฯ

สะท้อนทิศทางการพัฒนาธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil) ของบางจากฯ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความหลากหลาย และความยั่งยืน พร้อมยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างสมดุลของกลุ่มบริษัทบางจาก

น.ส.ณิภาภรณ์ จักรพิทักษ์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากรีเทล จำกัดในกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจากฯ รุกต่อยอดธุรกิจนอนออยล์ ในส่วนของร้านกาแฟ ‘อินทนิล’ มีเป้าหมายใหญ่การเติบโตภายใน 3 ปี (ปี 2571) จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 1,800 สาขา และยอดขายตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท

ขณะที่จำนวนแก้วเพิ่มเป็น 200 แก้วต่อวันต่อสาขา จากปัจจุบันขายได้ 100 แก้วต่อวันต่อสาขา ซึ่งการพัฒนาเมนูใหม่ๆ และนำเสนอสินค้าคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่ง ‘มัทฉะ’ เป็นหนึ่งในเมนูใหม่มาแรงของร้านอินทนิล ปีนี้เป็นปีแรกที่นำเข้ามาจำหน่าย และนำเสนอเป็นมัทฉะพรีเมียม ในราคาแก้วละ 70-90 บาท โดยตั้งแต่นำเข้ามาจำหน่ายยอดขายมัทฉะเติบโตเป็น 2-3 เท่าตัว และขณะนี้ได้เตรียมสต๊อกวัตถุดิบไว้ยาวถึงปีหน้าสำหรับจำหน่ายให้ลูกค้าโดยไม่กังวลว่าจะขาดแคลนจากปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกปัจจุบันที่อาจส่งต่อผลผลิตได้

บางจากฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเพิ่ม EBITDA ขึ้น 100% ภายในปี 2571 พร้อมเสริมสร้างศักยภาพองค์กรอย่างมั่นคง และตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืน เสริมความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปัทมา ทองสิน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน