ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดรับฟังความคิดเห็น ปรับมาตรการซื้อขายหุ้นครั้งใหญ่ 13-29 พ.ค. ทั้งลด Tick Size คุมชอร์ตเซล-HFT และเก็บ Extra Charge หวังเพิ่มสภาพคล่อง สร้างความเชื่อมั่น และรักษาสถานะตลาดหุ้นไทยไม่ให้ถูก MSCI ลดระดับจาก Emerging Market ลงสู่ Frontier Market ท่ามกลางการแข่งขันกับตลาดหุ้นเอเชีย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง สำหรับ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” ระหว่างวันที่ 13-29 พ.ค. 2569 เพื่อทบทวนและปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ในการสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มความเชื่อมั่น รวมถึงเป็นการสร้างความสมดุลย์ ตามคำแนะนำของ OECD และ MSCI เพื่อให้ตลาดหุ้นไทยยังคงความน่าสนใจในสายตาต่างชาติและไม่ถูกลดน้ำหนักการลงทุน (Downgrade)

โดยสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ครอบคลุมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพตลาด ลดความผันผวนผิดปกติ และกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม ในกลุ่มแรก เป็นมาตรการยกระดับคุณภาพตลาดและความเป็นธรรม โดยเตรียมปรับลดช่วงราคาซื้อขาย หรือ Tick Size สำหรับหุ้นราคา 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง เพื่อช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย และลดต้นทุนของผู้ลงทุนทุกกลุ่ม รวมถึงเพิ่มสภาพคล่องในตลาด

พร้อมกันนี้ จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม หรือ Extra Charge กับบัญชีที่ส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมากแต่มีการจับคู่ต่ำ หรือ High Order-to-Trade Ratio (OTR) โดยบัญชีที่มี OTR เกิน 100 เท่า และส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 0.15 บาทต่อรายการ สำหรับส่วนที่เกิน 30,000 รายการต่อวัน เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและลดภาระระบบซื้อขาย

ส่วนกลุ่มมาตรการลดความผันผวนของราคาหุ้น โดยตลาดหลักทรัพย์เตรียมปรับปรุงเกณฑ์ Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต หากหุ้นใดราคาปรับลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์ในวันทำการถัดไป เพื่อชะลอแรงขายและรักษาสมดุลตลาด ขณะที่ภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick

นอกจากนี้ ยังเตรียมจำกัดหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้เฉพาะหุ้นสภาพคล่องสูง ได้แก่ หุ้นในกลุ่ม SET100, ETF, DR และหุ้นอ้างอิงของ Single Stock Futures พร้อมห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW รวมถึงเสนอให้ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคการซื้อขาย โดยเฉพาะหุ้นสภาพคล่องต่ำ

ด้านมาตรการกำกับพฤติกรรมซื้อขายที่ไม่เหมาะสม ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมขึ้นทะเบียนผู้ซื้อขายความเร็วสูง หรือ High Frequency Trading (HFT) โดยเปลี่ยนแนวทางพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายจริงหลังการซื้อขาย หรือ Post-Trade เช่น ความถี่ในการส่งคำสั่ง มูลค่าซื้อขายรายวัน และการใช้ Dedicated API เพื่อให้ติดตามพฤติกรรมได้แม่นยำมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ยกเลิกข้อจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT สามารถซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับเกณฑ์ชอร์ตเซลให้ครอบคลุมเฉพาะหุ้นสภาพคล่องสูงแล้ว รวมถึงเสนอให้ยกเลิกมาตรการ Minimum Resting Time (MRT) หลังพบว่ามีธุรกรรมที่เข้าเกณฑ์น้อยและไม่ช่วยกำกับพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้ระบบ AI และมาตรการ Extra Charge ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติแทน

นายอัสสเดช กล่าวว่าการทบทวนและปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้ ยังให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและพฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำมาใช้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ล้วนมีเหตุผลรองรับในแต่ละสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเผชิญกระแสความกังวลเกี่ยวกับธุรกรรม Short Selling จึงต้องมีมาตรการออกมารองรับในเวลานั้น

“ตลอดช่วง 12-13 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หารือและรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน และผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุนหลายภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการปรับปรุงมาตรการครั้งใหม่”

นายอัสสเดช กล่าวและว่า หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนทุกกลุ่มสะท้อนตรงกัน คือ ต้องการ “ความแน่นอน” ของกติกาตลาดทุน ดังนั้นการปรับปรุงเกณฑ์รอบนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นระยะยาว โดยหลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว จะพยายามคงมาตรการที่ปรับใหม่ให้มีเสถียรภาพและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย

ในส่วนของความกังวลเรื่องการถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนจากดัชนี MSCI นายอัสสเดชยอมรับว่า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องคำนึงถึง เพราะหากประเทศไทยถูกลดสถานะจาก Emerging Market ลงมาอยู่ในกลุ่ม Frontier Market จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ และทำให้ข้อจำกัดด้านการลงทุนของกองทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นทันที

“ถ้าถูกลดระดับลงมา ความน่าสนใจของตลาดทุนไทยจะลดลงอย่างมาก และมีโอกาสเกิดเงินทุนไหลออกในวงกว้าง ดังนั้นเวลาปรับกฎเกณฑ์หรือมาตรการต่าง ๆ เราต้องพิจารณาว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานะของตลาดทุนไทยหรือไม่”

นายอัสสเดช กล่าวพร้อมย้ำว่าการปรับมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งช่วยเหลือนักลงทุนกลุ่มใดเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย นักลงทุนสถาบัน หรือระบบการซื้อขายแบบ High Frequency Trading (HFT) แต่เป็นการใช้กติกาเดียวกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม โดยหลักการสำคัญคือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การสร้างราคา การใช้ข้อมูลวงใน หรือพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสภาวะตลาด

ส่วนด้านกรอบเวลาการบังคับใช้มาตรการใหม่นั้น ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงสิ้นเดือนพ.ค.นี้ ก่อนรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำกลับมาปรับปรุงรายละเอียด และเสนอคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ พิจารณา

จากนั้นจึงส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติ พร้อมเปิดระยะเวลาให้ผู้ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ และผู้เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการปรับกลยุทธ์ลงทุน โดยคาดว่าเร็วที่สุดจะเริ่มใช้ได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้

นายอัสสเดช ยังกล่าวถึงประเด็นการ Rebalance ของ MSCI ซึ่งล่าสุดแทบไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทย โดยในดัชนีหลักยังไม่มีการเพิ่มหรือลดน้ำหนักสำคัญ มีเพียงบางบริษัทที่ถูกเพิ่มเข้า Small Cap Index เท่านั้น

พร้อมย้ำว่าปัจจัยในการคัดเลือกหุ้นของ MSCI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาสภาพคล่อง มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และความสามารถในการแข่งขันเทียบกับตลาดต่างประเทศ

“ยอมรับว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินเดียเป็นคู่แข่งสำคัญที่เข้ามาแย่งน้ำหนักการลงทุนจากตลาดหุ้นไทย เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในอินเดียมีการเติบโตสูงต่อเนื่อง”

นายอัสสเดช กล่าวและว่าสำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ มองว่ายังมีทิศทางเชิงบวก โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 20% นับจากต้นปี ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 40-50% ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากมาตรการด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ และการที่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

“การที่รัฐบาลสามารถโน้มน้าวให้มูดี้ส์ ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) ช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนนทั้งในและต่างประเทศ แม้โลกยังเผชิญความผันผวนจากสงครามและราคาพลังงาน แต่ไทยยังมีเสถียรภาพที่ดี” นายอัสสเดชกล่าว

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตลาดทุนต้องการมากที่สุดในระยะต่อไป คือ ความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเด็นสงครามและราคาพลังงาน เพื่อให้มาตรการและนโยบายด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน