เอสเอ็มอี อ่วม ดัชนีแข่งขันไตรมาส1/69 ร่วง เซ่นพิษน้ำมันแพง-ขาดสภาพคล่อง

สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 1/2569ว่าระหว่างวันที่ 27–30 เมษายน 2569 สถาบันฯได้ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 659 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วยธุรกิจการบริการ (41.6%) ธุรกิจการผลิต (32.0%) และธุรกิจการค้า (26.5%) โดยมีธุรกิจรายย่อย (Micro) เป็นสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 61.0

ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs โดยรวมในไตรมาสที่1/2569 อยู่ที่ระดับ 45.9 ลดลง1.4จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 47.4 สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวของภาคธุรกิจ SMEs ภายใต้แรงกดดันด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้หากมีการแยกผลดัชนีแยกตามขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจรายย่อย (Micro) ดัชนีรวมอยู่ที่ 37.6 ต่ำกว่าระดับ 50สะท้อนว่ายังอยู่ในช่วงหดตัว โดยเฉพาะด้านสต็อกวัตถุดิบ สภาพคล่อง และการสร้างแบรนด์
ธุรกิจขนาดย่อม (Small) ดัชนีรวมอยู่ที่ 45.3 —ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในด้านความสามารถในการทำธุรกิจ ขณะที่ ธุรกิจขนาดกลาง (Medium) ดัชนีรวมอยู่ที่ 52.5 เป็นกลุ่มเดียวที่มีดัชนีเกิน 50 แสดงถึงศักยภาพการแข่งขันในระดับขยายตัว

ผลดัชนีแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจการผลิต ดัชนีรวมอยู่ที่ 47.6 มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงสุดในกลุ่ม (48.7) , ธุรกิจการค้า ดัชนีรวมอยู่ที่ 44.4 ได้รับผลกระทบจากยอดค าสั่งซื้อและกำลังซื้อที่ลดลง ขณะที่ ธุรกิจการบริการ ดัชนีรวมอยู่ที่ 45.9 ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน (Q3/2568 อยู่ที่ 43.3)

ทั้งนี้การสำรวจครั้งนี้ยังได้สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการ SMEs ไทย พบว่า ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 71.7 ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงมาก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการร้อยละ 38.8 ระบุว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 5–10% ขณะที่ร้อยละ 32.8 คาดว่าเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 5% , ขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุน SMEs โดยเฉลี่ยสามารถตรึงราคาสินค้าและบริการได้เพียง 3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

แนวโน้มการปรับราคา ผู้ประกอบการร้อยละ 37.2 มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเฉลี่ยร้อยละ 8.0 , มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการถึงร้อยละ 74.9 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลง หากวิกฤตพลังงานยังคงดำเนินต่อไป

นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การควบคุมต้นทุนธุรกิจช่วยเหลือเรื่องค่าไฟฟ้า ค่าน้้ำมันและค่าขนส่ง (Logistics) ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของ SMEs ,การสนับสนุนด้านเงินทุนและสภาพคล่อง ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ และจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

การส่งเสริมการตลาดและฐานลูกค้าใหม่ ช่วยหาตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้า SMEs และมี มาตรการลดภาษีสาหรับ SMEช่วยลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และต้องการให้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษี ให้มีความสอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน