นายกฯ ถอด ‘พิพัฒน์’ พ้นอีอีซี พร้อมนั่งหัวหน้าทีมขายโปรเจ็กต์ ดึงต่างชาติลงทุนเอง ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
แหล่งข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา ได้รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี และยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)
ทั้งนี้ เนื่องจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการอีอีซีกลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด และวางสถานะของนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำอีอีซีเป็นโปรเจ็กต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ โดยจะนำเสนอโปรเจ็กต์อีอีซีในมุมมองใหม่
นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมทั้งปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ พืชสวน และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
“ดังนั้น รัฐบาลพิจารณาแล้วว่าการดึงดูดการลงทุนในอีอีซีจะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ ต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน นายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงานอีอีซีกลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง”
แต่ทั้งนี้ พื้นที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง หากจะเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ ต้องมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ซื้อขายกันได้โดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ (Direct PPA) และแหล่งน้ำเข้ามาให้บริการด้วย เนื่องจากดาต้าเซนเตอร์ใช้ไฟฟ้าสูง รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ
“การดึงงานอีอีซีกลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ และนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอด ซึ่งนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับมากำกับดูแลเองดีกว่า”
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ นายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือ นายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีก็บอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน