พาณิชย์ เตรียมเชิญสมาคมภัตตคาร หารือโมเดลทำข้าวแกงราคาประหยัด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่ เนื่องจากแม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลง แต่สินค้าบางรายการอาจยังไม่สามารถปรับราคาลงได้ทันที จึงต้องพิจารณามาตรการอื่นเข้ามาช่วยเสริม
หนึ่งในแนวคิดที่กำลังศึกษา คือ การจัดทำเมนูอาหารหรือข้าวแกงราคาประหยัด โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร สมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดรูปแบบที่สามารถดำเนินการได้จริง
“ตัวเลข 35 บาท หรือ 40 บาท ยังไม่มีการกำหนด เป็นเพียงตัวตุ๊กตาที่ใช้พูดคุยเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาความเป็นไปได้ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และต้องไม่ทำให้กลไกตลาดบิดเบือน” นายวิทยากรกล่าว
กรมการค้าภายในเตรียมเชิญสมาคมภัตตาคารไทยเข้าหารือถึงรูปแบบการดำเนินงาน ขณะเดียวกันได้พูดคุยกับเครือข่ายผู้ประกอบการตลาดสด ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 50 ตลาด เพื่อศึกษาการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากเกษตรกรผ่านตลาดสดไปยังร้านอาหารและร้านข้าวแกงในพื้นที่
นายวิทยากรกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะเน้นการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่อยู่ใกล้ตลาด เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง เช่น กรณีแหล่งผลิตข้าวในจังหวัดร้อยเอ็ดที่มีปริมาณข้าวเพียงพอและสามารถจำหน่ายในราคาประหยัด กระทรวงจะพิจารณาเชื่อมโยงไปยังตลาดที่อยู่ไม่ไกล เพื่อไม่ให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงจนกระทบราคาจำหน่ายอาหาร
สำหรับร้านธงฟ้า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างพิจารณาปรับรูปแบบให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเสนอเมนูหรือสินค้าราคาประหยัดแก่ประชาชน โดยต้องคำนึงว่าร้านธงฟ้าในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด มีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้โมเดลราคาเดียวกันทั้งหมดได้
ส่วนร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า
นายวิทยากรระบุว่า กระทรวงต้องพิจารณาต้นทุนเฉพาะของผู้ประกอบการ ทั้งค่าเช่า พื้นที่ปรับอากาศ และสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่มีแนวคิดกำหนดเพดานราคาอาหาร แต่จะสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยลดต้นทุนหรือกระตุ้นการบริโภค เช่น การเชื่อมโยงกุ้งขาวจากภาคใต้เข้าสู่ห้างสรรพสินค้า เพื่อนำไปจัดทำเมนูส่งเสริมการขาย
“ภารกิจของเราไม่ใช่การเข้าไปบิดเบือนกลไกตลาด มาตรการของรัฐจะใช้เฉพาะบางช่วง เพื่อช่วยกระตุ้นหรือบรรเทาภาระประชาชน เมื่อระบบกลับมาเดินตามกลไกปกติ มาตรการเหล่านี้ก็ต้องยุติ” นายวิทยากรกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีมาตรการที่จำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในขณะนี้ เนื่องจากสถานการณ์บางส่วนเริ่มคลี่คลาย และยังต้องรับฟังข้อมูลจากประชาชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ และติดตามภาวะต้นทุนจากต่างประเทศอย่างรอบคอบ
วัตถุดิบหลายรายการมีแนวโน้มลดลง
นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุดิบจำเป็นหลายรายการยังไม่มีการปรับขึ้นราคา ได้แก่ น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ขณะที่สินค้าบางรายการมีแนวโน้มปรับลดลง เช่น ซอส ซีอิ๊วญี่ปุ่น กุ้งขาว และผักหลายชนิด อาทิ ถั่วฝักยาว กวางตุ้ง และผักกาดขาว
กระทรวงพาณิชย์จึงจะติดตามราคาสินค้าควบคุม สินค้าตามฤดูกาล สินค้าทั่วไป และวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเชื่อมโยงผลผลิตและกิจกรรมลดค่าครองชีพในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
“ไทยช่วยไทย” จัดแล้วกว่า 926 ครั้ง
สำหรับผลการดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย” ทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับอำเภอแล้วมากกว่า 926 ครั้ง สร้างมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท
ส่วนโครงการรถพุ่มพวง ซึ่งเป็นกลไกนำสินค้าเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลตลาดหรือแหล่งจำหน่าย มีรถเข้าร่วมดำเนินการประมาณ 3,700-3,900 คัน จำหน่ายสินค้าจำเป็น 14 รายการ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย และสร้างมูลค่าการซื้อขายแล้วมากกว่า 223 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานธงฟ้าในโรงเรียนตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียน สร้างมูลค่าการค้ากว่า 300 ล้านบาท รวมถึงโครงการลดต้นทุนวัตถุดิบด้านปุ๋ย ซึ่งดำเนินการแล้วใน 17 จังหวัด และตั้งเป้าขยายให้ครบ 40 จังหวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกรแล้วมากกว่า 45 ล้านบาท
กระทรวงพาณิชย์ดูแลต้นทุนวัตถุดิบ
นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ต้นทุนอาหารจานเดียวประกอบด้วยต้นทุนโดยตรง ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าแรง และค่าวัตถุดิบ รวมถึงต้นทุนแฝง ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ
หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งจึงมีหน้าที่ดูแลต้นทุนคนละส่วน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะเน้นกำกับดูแลราคาวัตถุดิบ ตรวจสอบให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และเชื่อมโยงวัตถุดิบเข้าสู่ผู้ประกอบการ โดยต้องรับฟังทั้งมุมของประชาชนและผู้ค้าข้าวแกง เพื่อไม่ให้มาตรการที่ออกมากระทบผู้ประกอบการเดิม
สั่งพาณิชย์จังหวัดตรวจ 3 กลุ่มสินค้า
ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงได้สั่งการสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ตรวจสอบราคาและปริมาณสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้น 3 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป น้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ย
ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง จะกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ทั้งการปิดป้ายแสดงราคาและการป้องกันการกักตุนสินค้า
กระทรวงพาณิชย์ยังส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์และสินค้าแบรนด์รอง เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด รวมถึงดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ” ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ครอบคลุมที่ว่าการอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับการดำเนินโครงการระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 43,649 ร้านค้า ประชาชนเข้าร่วมจับจ่ายมากกว่า 170,000 คน มียอดจำหน่าย 16.95 ล้านบาท และช่วยลดค่าครองชีพประมาณ 2.9 ล้านบาท
นอกจากสินค้าอุปโภคบริโภค ยังมีการนำสินค้าโอทอป สินค้าชุมชน สินค้าจากผู้ประกอบการ SME และห้างท้องถิ่นเข้าร่วมจำหน่าย รวมถึงเชื่อมโยงผลไม้จากแหล่งผลิต โดยเฉพาะทุเรียนภาคตะวันออกและทุเรียนภาคใต้ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
โครงการไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ระยะที่ 2 จะจัดทุก 2 สัปดาห์ หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ โดยรอบถัดไปกำหนดจัดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และดำเนินการต่อเนื่องถึงวันที่ 15 กันยายน 2569