“เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย รับโลกเปลี่ยนผ่าน 3 ด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์–AI–พลังงาน” ชูการลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลงทุนจาก 20% เป็น 30% ของ GDP ดันศักยภาพเศรษฐกิจโตเกิน 3% พร้อมใช้ Thailand Fast Pass เร่ง FDI หลังยอดขอส่งเสริมลงทุนครึ่งปีแรกพุ่ง 37% แตะ 1.47 ล้านล้านบาท ควบคู่ผลักดัน TISA หนุนการออมระยะยาวและขยายฐานนักลงทุนไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของประเทศไทย
สำหรับไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ต้องเร่งแก้จุดอ่อนเดิม ขณะเดียวกันต้องคว้าโอกาสจากการลงทุนรอบใหม่ของโลก และทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ
ตั้งเป้าลงทุน 30% ของ GDP ใช้เงินลงทุนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลวางกรอบขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 มิติ ได้แก่ Stabilize Today การสร้างเสถียรภาพในปัจจุบัน, Transition Now การเร่งเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ Invest for Tomorrow การลงทุนเพื่ออนาคต
หัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มการลงทุนของประเทศจากระดับประมาณ 20% ของ GDP เป็น 30% ของ GDP ผ่านการใช้การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อให้การลงทุนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว
พร้อมตั้งเป้าผลักดันศักยภาพการเติบโตของ GDP ให้ สูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก
FDI ครึ่งปีแรกพุ่ง 37% แตะ 1.47 ล้านล้านบาท
สัญญาณการลงทุนเริ่มเห็นแรงส่งชัดเจน โดยยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI ในช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 37% มีมูลค่าสะสมกว่า 1.47 ล้านล้านบาท สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก
รัฐบาลจึงเตรียมใช้ “Thailand Fast Pass” เป็นกลไกเร่งรัดการลงทุน เพื่อเร่งรัดกระบวนการลงทุนและแก้ไขอุปสรรคของโครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ หวังดึงเม็ดเงิน FDI เข้าประเทศและเปลี่ยนไทยเป็นฐานเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก
เร่ง TISA ดึงเงินออมเข้าสู่ตลาดทุน
ด้านตลาดทุน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มฐาน นักลงทุนระยะยาว โดยผลักดันเครื่องมือส่งเสริมการออมและการลงทุนอย่าง โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ TISA เพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนเงินออมไปสู่การลงทุนระยะยาวในตลาดทุนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุนภายในประเทศและลดการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้น
แนวทางดังกล่าวจะเดินควบคู่กับการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับธุรกิจไทย โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม New Economy ผ่านโครงการ BOI to IPO ขณะที่บริษัทจดทะเบียนเดิมจะได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับผลิตภาพ นวัตกรรม และขีดความสามารถการแข่งขัน
เปลี่ยน “เงินลงทุน” เป็นขีดความสามารถไทย
นายเอกนิติ ยังย้ำด้วยว่า การวัดผลสำเร็จของการลงทุนจะไม่พิจารณาเพียงเม็ดเงินที่ไหลเข้าประเทศ แต่ต้องดูว่าการลงทุนสามารถสร้างขีดความสามารถใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด โดยเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา,เทคโนโลยีและนวัตกรรม การเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการยกระดับทักษะแรงงาน
อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ AI ระบบคลาวด์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่ไทยต้องยกระดับอุตสาหกรรมเดิม เช่น อาหารสู่ธุรกิจสุขภาพและ Longevity รถยนต์สู่ EV อิเล็กทรอนิกส์สู่อุตสาหกรรมขั้นสูง และการท่องเที่ยวสู่ Wellness
ออม–ลงทุน–ตลาดทุน เสริมฐานเศรษฐกิจระยะยาว
รัฐบาลมองว่าการสร้างเศรษฐกิจรอบใหม่ต้องเดินทั้งด้านการดึงเงินทุนจากต่างประเทศและการระดมเงินออมภายในประเทศ โดยการผลักดัน TISA และการขยายฐานนักลงทุนระยะยาวจะช่วยเชื่อมโยงเงินออมของประชาชนเข้าสู่ระบบตลาดทุน ขณะที่ BOI to IPO และ JUMP+ จะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนและยกระดับศักยภาพการแข่งขัน
เป้าหมายท้ายที่สุดคือการเปลี่ยนทั้ง “เงินออมและเงินลงทุน” ให้เป็นทุนสำหรับการเติบโตของประเทศ และสร้างขีดความสามารถใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
รักษาวินัยการคลังเป็นฐานรับการลงทุนรอบใหม่
นายเอกนิติ กล่าวว่าการเร่งลงทุนต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยการคลัง โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายนอกประเทศและการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงดึงเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่เงินออมในประเทศ เงินลงทุนจากต่างประเทศ เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน SMEs และตลาดทุนเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถใหม่ของเศรษฐกิจไทย และยกระดับการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน