สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เผยตลาดอีวีไทยก้าวกระโดด นำเข้ากว่า 60% สะสมทะลุ 5 แสนคัน ในรอบ 10 ปี หวั่นไทยพลาดเป้าฐานการผลิตจริง

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกล่าวในช่วง Special Talk หัวข้อ “EV in The Future : อนาคตรถไฟฟ้า” ในงานสัมมนา ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’ ซึ่งกองบรรณาธิการมติชน จัดขึ้นวันที่ 26 ส.ค.2569 ว่า

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมฯ ในปี 2015 ซึ่งไทยมีรถ EV ไม่ถึง 200 คัน ปัจจุบันตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีรถสะสมรวมกว่า 500,000 คัน โดยรถ EV ในอาเซียนกว่า 80% ใช้งานอยู่ในประเทศไทย และยอดขายรถ EV ในประเทศปัจจุบันได้แซงหน้ารถยนต์ไฮบริดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโตสูง โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีรถจดทะเบียนเพิ่มขึ้นราว 144,000 คัน แต่สมาคมฯ ได้ชี้ 3 ประเด็นท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นเพียงทางผ่านของสินค้าราคาถูก ดังนี้

1. ทะลักนำเข้ากว่า 60% เสี่ยงไทยเป็นแค่ “ตลาดรถราคาถูก”
ปัจจุบันตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไทยมีทางเลือกหลากหลายถึง 52 แบรนด์ 112 รุ่น ราคาตั้งแต่ 300,000 บาท ไปจนถึง 31 ล้านบาท ทว่าสถิติในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า กว่า 60% ของยอดขายเป็น “รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป”

นายสุโรจน์เตือนว่า หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป ไทยจะไม่ได้เป็นฐานการผลิตที่แท้จริง แต่จะกลายเป็นเพียงตลาดระบายสินค้าราคาถูก ขณะที่ซัพพลายเชนและผู้ประกอบการชิ้นส่วนในประเทศจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง

สมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้า พร้อมกำกับดูแลเรื่องมาตรฐานการผลิต Local Content ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ส่งออกต่างประเทศ (เช่น ตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) เพื่อผลักดันให้ค่ายรถใช้ชิ้นส่วนในประเทศและตั้งฐานผลิตจริงจัง

2. วิกฤต “บริการหลังการขาย” จากค่ายรถจีน
เนื่องจากรถ EV ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีนที่มีความหลากหลายและแข่งขันสูง นายสุโรจน์จึงเน้นย้ำว่า สิ่งที่อุตสาหกรรมไทยต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเวลานี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคาหรือการประกอบ แต่คือ “บริการหลังการขาย”

สมาคมฯ ได้พยายามสะท้อนให้ผู้ประกอบการจีนเข้าใจถึงบริบทและวัฒนธรรมการใช้รถของคนไทย ซึ่งผู้ผลิตญี่ปุ่นเคยทำได้ดีในอดีต ผู้บริโภคจึงควรพิจารณาความมั่นคงของแบรนด์และการดูแลระยะยาวประกอบด้วย ไม่ควรดูเพียงราคาและสเปกบนหน้ากระดาษ

3. โครงสร้างพื้นฐาน “สถานีชาร์จ” โตไม่ทันรถ
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีชาร์จราว 4,922 แห่ง และมีหัวจ่ายประมาณ 10,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ

สัดส่วนความหนาแน่นขยับจาก 25 คันต่อ 1 หัวจ่าย เมื่อ 3 ปีก่อน พุ่งขึ้นมาเป็น 45 คันต่อ 1 หัวจ่ายในปัจจุบัน และหากรวมยอดจองจากงานมอเตอร์โชว์ สัดส่วนนี้อาจทะยานเกิน 50 คันต่อหัวจ่าย

นอกจากนี้ กว่า 50% ของสถานีชาร์จยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาครัฐจึงต้องเร่งผลักดันการลงทุนสถานีชาร์จในต่างจังหวัดให้ทั่ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน