กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก บูรณาการตำรวจ-ศุลกากร-ดีเอสไอ สกัดสินค้าปลอมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เผย 7 เดือนแรกปี 2569 จับ 512 คดี ยึดของกลางกว่า 1.84 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 809 ล้านบาท พร้อมเตรียมทำลายของกลางคดีถึงที่สุดกว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 2,145 ล้านบาท 10 ก.ย.นี้
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังต่อเนื่อง
โดยผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-ก.ค. 2569) ดำเนินการจับกุม 512 คดี ยึดของกลางกว่า 1.84 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 809 ล้านบาท พร้อมเร่งตัดวงจรสินค้าปลอมตั้งแต่แหล่งผลิต แหล่งนำเข้า ไปจนถึงช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์
กรมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และเข้าปราบปรามแหล่งผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ เพื่อสกัดสินค้าปลอมไม่ให้เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งกาแฟ เครื่องดื่มผงโกโก้ เครื่องสำอาง แชมพู ยาสีฟัน น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำมันเครื่อง เป็นต้น
ขณะที่การละเมิดผ่านตลาดออนไลน์ยังเป็นอีกช่องทางสำคัญ สามารถจับกุมได้ 140 คดี ยึดของกลางกว่า 322,000 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 104 ล้านบาท สินค้าที่พบส่วนใหญ่เป็นเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอาหารและอะไหล่รถยนต์ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อเจ้าของสิทธิ ยังเสี่ยงกระทบความปลอดภัยของประชาชน
อย่างไรก็ตาม กรมยังคงเดินหน้าปราบปรามอย่างเข้มงวดในพื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งการค้า ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่กับการจัดการช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย ปกป้องผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุน ทั้งยังเตรียมนำของกลางคดีละเมิดที่คดีถึงที่สุดแล้วกว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 2,145 ล้านบาท มาทำลายในวันที่ 10 ก.ย. 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง