สแกมเมอร์ในไทยยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล และในปีนี้สร้างความเสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 9.3 ล้านบาท โดยการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์เป็นเคสที่ได้รับแจ้งเหตุสูงสุด

ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือเหตุจากภัยสแกมเมอร์แล้วกว่า 1.9 แสนเคส มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9.3 พันล้านบาท ซึ่งแม้แนวโน้มจำนวนการรับแจ้งเหตุจะลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 902 เคสต่อวันในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ราว 1,040 เคสต่อวัน

แต่จำนวนการรับแจ้งเหตุถือว่ายังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่ได้รับแจ้งเหตุสูงสุดที่ 1.39 แสนเคสหรือประมาณ 73% ของจำนวนรับแจ้งเหตุทั้งหมด นอกจากนี้ การที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ จึงทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางหลักที่สแกมเมอร์ใช้เข้าถึงเป้าหมาย และส่งผลให้ผู้ใช้งานเผชิญความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น

ในมุมมองผู้บริโภคจากผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey “When Life Goes Digital : เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร?” พบว่า ทุกวันนี้คนไทยยังเผชิญกับความพยายามหลอกลวงจากสแกมเมอร์ แต่ที่น่ากังวลคือราว 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์มาแล้ว โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกให้ซื้อสินค้า และบริการออนไลน์

ทั้งนี้ผู้ได้รับความเสียหายมากกว่าครึ่งยั งระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้รับการแก้ไข หรือเยียวยาทั้งในกรณีซื้อสินค้า และบริการแล้วไม่ได้รับสินค้า และการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในทางกลับกัน ความเสียหายจากกรณีการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตมีแนวโน้มได้รับการแก้ไขค่อนข้างสูง สะท้อนถึงกลไกของสถาบันการเงินที่สามารถตรวจสอบและระงับธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

ความกังวลต่อภัยสแกมเมอร์ส่งผลให้คนไทยหันไปเลือกซื้อสินค้า และบริการออนไลน์บนแพลตฟอร์มรายใหญ่ หรือช่องทางของแบรนด์ทางการมากขึ้น ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็ก-กลางยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคได้ หากแสดงข้อมูลที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากแพลตฟอร์ม

ปัจจุบันการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล แม้จะยังมีความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ก็ตาม โดยผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นว่าการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce รายใหญ่ และแพลตฟอร์มทางการของแบรนด์โดยตรง มีความปลอดภัยมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเลือกหลีกเลี่ยงการผูกบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารกับแพลตฟอร์มเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเข้าถึงข้อมูลทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่การซื้อสินค้าและบริการออนไลน์กับร้านค้าขนาดเล็ก-กลาง ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของร้านค้าเป็นหลัก โดยมักพิจารณาข้อมูลร้านค้า ประวัติการดำเนินงาน และรีวิวจากผู้ใช้งานรายอื่นก่อนตัดสินใจ ดังนั้น ร้านค้าควรให้ข้อมูลและช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้ ในขณะเดียวกัน สัญลักษณ์รับรองร้านค้าที่ออกโดยแพลตฟอร์มจะช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่างยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับสแกมเมอร์ที่แฝงตัวเข้ามา การคัดกรองร้านค้าอย่างเข้มงวด ตลอดจนการสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างการชะลอการจ่ายเงินให้ร้านค้า จนกว่าผู้ซื้อจะยืนยันการได้รับสินค้า

ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่ต้องการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดออนไลน์ก็ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 1. การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและตรวจสอบได้ ครอบคลุมทั้งข้อมูลร้านค้า รายละเอียดสินค้า เงื่อนไขการสั่งซื้อ การรับประกันสินค้า ตลอดจนการแสดงรีวิวจากผู้ใช้จริง รวมถึงระบบบริการลูกค้าที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

  1. การกำหนดนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคที่โปร่งใสและเป็นธรรม เช่น เงื่อนไขการรับประกันความพึงพอใจในสินค้าและบริการ การคืนเงิน/เปลี่ยนสินค้า/การชดเชยเมื่อสินค้าเกิดปัญหา และ 3. การนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาใช้ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการเลือกใช้ระบบชำระเงิน ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในทุกขั้นตอนการซื้อสินค้า

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐอาจพิจารณายกระดับมาตรการป้องกัน และปราบปรามภัยสแกมเมอร์ ผ่านการออกกฎหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การบูรณาการข้อมูล และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับและแจ้งเตือนภัย

การปราบปรามสแกมเมอร์ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ภาครัฐได้ออกมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ การสกัดกั้นเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ การอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสแกมเมอร์ อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน และปราบปรามสแกมเมอร์

อย่างเช่น 1. การออกกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการขยายกรอบกฎหมายเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องผ่านการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ละเลยมาตรการป้องกันการฉ้อโกง หรือระบบรักษาความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจนเปิดช่องให้สแกมเมอร์สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค

  1. การยกระดับการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรับมือปัญหาสแกมเมอร์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการตรวจจับและระงับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีแบบเรียลไทม์

และ 3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการป้องกันและแจ้งเตือนภัย อย่างการนำเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้พัฒนาเครื่องมือป้องกันภัยให้แก่ประชาชน เช่น ระบบหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยสแกมเมอร์ระดับชาติที่จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงจากเหล่าสแกมเมอร์ได้

 

 

 

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน