กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เดินหน้า “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซั่น เปิด 1 ล้านสิทธิ รัฐช่วยค่าที่พักตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมคูปองเมืองหลัก 1,500 บาท เมืองรอง 2,000 บาท คาดเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท เร่งวางมาตรการคุมราคาป้องกันการฉวยโอกาสจากโครงการ

วันที่ 11 ก.ย. 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” โดยระบุว่า เป็นโครงการที่จะเข้ามากระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 และต้นไตรมาส 1 ปี 2570 โดยภาครัฐจะสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

สำหรับสิทธิประโยชน์ในส่วนของค่าที่พัก รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พัก 1 สิทธิ จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท หากนักท่องเที่ยวพักในราคาที่สูงกว่า 2,000 บาท จะต้องเป็นผู้จ่ายส่วนต่างที่เหลือเอง ขณะที่หากพักในราคาต่ำกว่า 2,000 บาท รัฐบาลจะจ่ายตามจริง เนื่องจากกำหนดวงเงินสนับสนุนไว้ไม่เกิน 2,000 บาท

อีกส่วนหนึ่งจะเป็นคูปอง ซึ่งมีมูลค่าต่อ 1 สิทธิ โดยในเมืองหลักจะได้รับคูปอง 1,500 บาท และเมืองรอง 2,000 บาท สำหรับหลักการใช้คูปอง จะมีลักษณะคล้ายกับโครงการคนละครึ่ง โดยรัฐบาลจะจ่ายสนับสนุนครึ่งหนึ่ง และนักท่องเที่ยวจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง แต่ในโครงการครั้งนี้จะมีการขยายประเภทผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

จากเดิมที่คูปองสามารถใช้ได้เฉพาะร้านอาหาร จะขยายให้สามารถใช้ได้ทั้งร้านสปา ร้านขายของที่ระลึก ร้านนวด รวมถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว หรือ Package เช่น การดำน้ำดูปะการัง และการล่องเรือ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำสิทธิไปใช้จ่ายกับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวได้หลากหลายมากขึ้น

เบื้องต้น ในเฟสนี้โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะให้จำนวน 1 ล้านสิทธิ โดยประชาชน 1 คน สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกิน 5 สิทธิ ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. 2569 ขณะที่กำหนดเริ่มใช้สิทธิจริง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 ถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2569 จากนั้นจะงดใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นระยะเวลา 1 เดือน ก่อนจะกลับมาเริ่มใช้สิทธิได้อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.-28 ก.ค. 2570

โดยจะมีการเว้นช่วงกลางระหว่างวันที่ 16 ม.ค.-15 ก.พ. 2570 ไม่สามารถใช้สิทธิได้ ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ของโครงการ

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า โครงการนี้จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์หน้า โดยใช้เงินจากพระราชบัญญัติเงินกู้ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงิน 4,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะสามารถกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท

ส่วนมาตรการป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่พัก นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้กำหนดอัตราค่าบริการ หรือ Flat Rate (แฟลต เรต) เพื่อป้องกันการขึ้นราคา

โดยก่อนหน้านี้ เคยกำหนดให้ 1 สิทธิ ไม่เกิน 3,000 บาท และจ่ายรวบ แต่มีข้อร้องเรียนว่าผู้ประกอบการบางรายปรับขึ้นราคา จึงต้องมีมาตรการเข้ามาป้องกันปัญหาดังกล่าว

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า มาตรการป้องกันการขึ้นราคานี้ เป็นแนวทางที่ดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเริ่มใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวถูกขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ หรือ Blacklist ประมาณ 1,000 กว่าราย บุคคลเหล่านี้จะไม่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอีก และมีการดำเนินคดีไปแล้วในบางกรณี ส่วนบุคคลที่อยู่ในระบบและพบการกระทำผิดนั้น ในครั้งที่ผ่านมามีจำนวน 4 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขการทุจริตลดลง

สำหรับมาตรการป้องกันการขึ้นราคาที่พักในครั้งนี้ มี 2 แนวทางสำคัญ

1.ผู้ประกอบการที่พักที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จะต้องนำเอกสารยืนยันราคาที่พักในช่วงเวลาที่กำหนดมาใช้ประกอบการลงทะเบียนด้วย เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบราคาก่อนเข้าร่วมโครงการ

เนื่องจากเมื่อเริ่มใช้ Package จะเข้าสู่ช่วง High Season (ไฮซีซั่น) ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางจำนวนมาก ดังนั้น ราคาค่าบริการในปีนี้กับปีที่แล้วจะต้องแตกต่างกันไม่มาก ผู้ประกอบการจะต้องนำตัวเลขราคามาแจ้งไว้ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่โครงการเริ่มดำเนินการ

2.หากพบปัญหาการขึ้นราคา สามารถแจ้งเรื่องได้ตลอดเวลา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจะเร่งเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ขณะที่กระทรวงการคลังเชื่อว่าการกำหนด Flat Rate หรืออัตราค่าบริการที่กำหนดไว้ จะช่วยป้องกันปัญหาการลักลอบขึ้นราคาที่พักได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน