“เอกนัฏ” สั่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติติดตามศักยภาพแหล่งก๊าซ A6 ในเมียนมา หวังเพิ่มแหล่งจัดหาก๊าซธรรมชาติ โดยอาจใช้ท่อส่งก๊าซเดิมเชื่อมเข้าโรงไฟฟ้าราชบุรี แต่ยังต้องประเมินความพร้อมก่อนกำหนดแผนนำเข้าที่ชัดเจน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อจัดหาปริมาณก๊าซจากเมียนมาเพิ่มเติม ในแหล่งก๊าซแห่งใหม่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เคยสำรวจไว้แล้วว่ามีศักยภาพที่จะนำเข้ามาเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสามารถเตรียมผลิตได้เลย ระหว่างนี้ได้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ติดตามรายละเอียดของแหล่งก๊าซดังกล่าว

โดยยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะเริ่มนำก๊าซเข้ามาใช้ได้เมื่อใด เนื่องจากต้องพิจารณาขั้นตอนการพัฒนาแหล่งผลิตและความพร้อมด้านต่าง ๆ ประกอบกัน ทั้งนี้ การพัฒนาแหล่งก๊าซใหม่จำเป็นต้องมีความชัดเจนทั้งในด้านศักยภาพการผลิต เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง และความพร้อมในการนำก๊าซขึ้นมาใช้ประโยชน์ ก่อนกำหนดแผนจัดหาและนำเข้าอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติผ่านท่อจากเมียนมาเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการจัดหาเชื้อเพลิง โดยไม่ต้องขนส่งก๊าซในรูปของเหลวทางเรือเหมือน LNG ก๊าซจากเมียนมาจึงมีบทบาทต่อการรองรับความต้องการใช้ก๊าซของโรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ปริมาณก๊าซที่สามารถนำเข้าได้ยังขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตของแหล่งก๊าซ เงื่อนไขการส่งมอบ และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศผู้ผลิต

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า แหล่งก๊าซ A6 ซึ่งอยู่ในเมียนมาและอยู่ใกล้กับแหล่งเยตากุน โดยแหล่งดังกล่าวเป็นแหล่งใหม่ที่กำลังพิจารณา แม้จะมีข้อมูลการสำรวจที่บ่งชี้ถึงศักยภาพของแหล่งก๊าซแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาความพร้อมด้านการผลิตและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อนกำหนดกรอบเวลานำก๊าซขึ้นมาใช้จริง

หากสามารถนำก๊าซจากแหล่ง A6 มาใช้ได้ จะมีโอกาสใช้โครงข่ายท่อส่งก๊าซเดิมทางฝั่งตะวันตกของประเทศในการขนส่ง โดยก๊าซจะเข้าสู่ระบบเพื่อส่งต่อไปยังโรงไฟฟ้าราชบุรี และเชื่อมโยงกับระบบก๊าซในพื้นที่นครหลวง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศไทย และอาจช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนก่อสร้างระบบขนส่งใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวยังต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและความเหมาะสมของระบบท่อส่งก๊าซ รวมถึงแผนพัฒนาแหล่งผลิตในอนาคต

สำหรับโครงสร้างการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย ปัจจุบันนำเข้าจากต่างประเทศ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติที่ส่งผ่านท่อจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ขนส่งทางเรือจากตลาดโลก โดยก๊าซจากเมียนมาถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญที่ใช้รองรับความต้องการของประเทศ ทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่ LNG ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาเชื้อเพลิงจากตลาดระหว่างประเทศ แหล่งก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาก๊าซให้ประเทศไทย ได้แก่ ยาดานา (Yadana) ซอติก้า (Zawtika) และเยตากุน (Yetagun) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซในอ่าวเมาะตะมะของเมียนมา

โดยแหล่งยาดานาและซอติก้าเป็นแหล่งสำคัญที่ส่งก๊าซให้ไทย ส่วนเยตากุนเป็นแหล่งก๊าซเดิมที่เคยส่งก๊าซให้ประเทศไทย แต่ข้อมูลที่มีระบุว่าปริมาณการผลิตลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต และมีรายงานเกี่ยวกับการปิดหลุมผลิตบางส่วน

สำหรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ประเทศไทยจัดหาจากตลาดโลกผ่านการขนส่งทางเรือ โดยมีประเทศผู้ส่งออกหลายแห่ง อาทิ กาตาร์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และโอมาน การจัดหาจากหลายประเทศช่วยให้ไทยมีทางเลือกในการบริหารปริมาณก๊าซให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ภายในประเทศและความพร้อมของแหล่งผลิตแต่ละแห่ง

ทั้งนี้การนำเข้า LNG มีทั้งการซื้อภายใต้สัญญาระยะยาวและการซื้อในตลาดจร (Spot) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาเชื้อเพลิง โดยการซื้อผ่านสัญญาระยะยาวช่วยให้สามารถวางแผนปริมาณการจัดหาได้ล่วงหน้า

ขณะที่การซื้อในตลาดจรเปิดโอกาสให้ปรับปริมาณนำเข้าตามความต้องการและสถานการณ์ในตลาด อย่างไรก็ตาม การจัดหา LNG ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการจัดหาก๊าซและต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าของไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน