อีวีนำเข้าแพงขึ้น 49% สรรพสามิต เคาะราคาหลังรีดภาษี ดันรถไทยยึดแชร์ 70%
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภายหลังเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าประเภทขยายระยะทาง (REEV) ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จากเดิมอัตรา 10% เพิ่มขึ้นเป็น 35% ซึ่งเมื่อคำนวณตามหลักภาษีรวมใน (Inclusive Tax) ที่นำภาษีไปคิดเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการตั้งราคาขายปลีก คาดจะส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 49%
สำหรับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์มีระยะเวลาในการปรับตัว สามารถวางแผนการผลิต การลงทุน รวมถึงบริหารจัดการสต๊อกสินค้าได้อย่างเหมาะสม
นายพรชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันอัตราภาษีสรรพสามิตมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ระหว่างอัตรา 2% สำหรับผู้ผลิตในประเทศที่ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญอย่างแบตเตอรี่ที่ผลิตในไทย กับอัตรา 35% สำหรับการนำเข้าที่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ อีกทั้งเงื่อนไขการได้สิทธิภาษี 2% นั้นทำได้ยากมากในสภาวะปัจจุบัน
ดังนั้น กรมสรรพสามิตจึงได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการนำหลักเกณฑ์ Made in Thailand (MiT) มาใช้พิจารณา Local Content รูปแบบใหม่ โดยจะประเมินทั้งในมิติจำนวนชนิดชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ และมิติมูลค่าเงินลงทุนจริงในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
กรมสรรพสามิตยังเตรียมทบทวนอัตราภาษีเพิ่มอีก 2 ระดับ อาทิ การเพิ่มอัตราภาษีระดับ 10% สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตชิ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญประเภทอื่นนอกเหนือจากแบตเตอรี่ อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน (Drive Motor) เกียร์ (Reduction Gear) ระบบสมองกล หรือระบบสายไฟแรงดันสูง (high-voltage) ส่งผลให้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตโดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ “1+3 ระดับ” ได้แก่ กลุ่มที่ 1 รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ผ่านเกณฑ์ Local Content และใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ตามเกณฑ์ จะเสียภาษี 2% และกลุ่มที่ 2 รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ผลิตในประเทศ แต่เข้าเงื่อนไขอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราเดียวที่ 35% จะมีการเพิ่มอัตราภาษีอีก 2 ระดับเข้ามาในกลุ่มนี้
นายพรชัย กล่าวถึงบรรยากาศการลงทุน และการตอบรับของค่ายรถยนต์จากภาคเอกชนว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนและค่ายรถยนต์ต่างชาติทั้งจากค่ายจีน ยุโรป และญี่ปุ่น มากกว่า 8–10 ราย เข้ามาร่วมหารือเกี่ยวกับทิศทางภาษีและเกณฑ์ Local Content กับกรมสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตมุ่งหวังที่จะรักษาสัดส่วนการตลาดระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศต่อรถยนต์นำเข้าไว้ที่ 70% ต่อ 30% จากปัจจุบันที่ยอดการนำเข้ายังมีปริมาณมากกว่าที่ผลิตในประเทศถึง 2.5 เท่า
นายพรชัย กล่าวต่อว่า จากข้อมูลยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและกระบะประเภทไฟฟ้าทั้งหมดตั้งแต่เดือน มกราคม-กันยายน 2569 มีจำนวนรวม 166,035 คัน พบว่าเป็นรถที่ผลิตในประเทศเพียง 47,516 คัน แต่มีการนำเข้าที่อยู่นอกมาตรการ EV กว่า 102,103 คัน และส่วนที่นำเข้าในมาตรการมี 16,416 คัน รวมเป็นการนำเข้าทั้งหมด 118,519 คัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการผลิตเองในประเทศต่อการนำเข้าอยู่ที่ราว 30% ต่อ 70% สะท้อนให้เห็นว่าแม้ปริมาณการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ขีดความสามารถและอัตราเร่งของการผลิตภายในประเทศยังตามไม่ทันปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศ
รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กลไกภาษีสรรพสามิตสร้างต้นทุนทางภาษี เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานผลิตและลงทุนในประเทศไทย แทนการนำเข้าเพียงอย่างเดียว โดยดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1.การยังคงเปิดช่องให้มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดลองตลาดสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ 2.การมุ่งยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาดในภูมิภาค และ 3.การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยจากยุคสันดาปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาระบบติดตามแบตเตอรี่ (Battery Traceability) กำหนดซีเรียลนัมเบอร์ตั้งแต่นำเข้าจนถึงการรีไซเคิลเซลล์แบตเตอรี่ เพื่อบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
“ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยปัจจุบัน คุ้นเคยกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปเดิม การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนโมดูล ขึ้นแม่พิมพ์ใหม่ ตลอดจนใช้วัสดุที่ทนความร้อนจากแบตเตอรี่ ดังนั้น การกำหนดมาตรการภาษีใหม่จึงเป็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยให้ซัพพลายเออร์ในประเทศก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า และทดแทนการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศได้ในระยะยาว” นายพรชัย กล่าว