ส่งออกพ.ย. หดตัว 0.95% พิษสงครามการค้า ยังมั่นใจปีนี้โต 8%

ส่งออกพ.ย. หดตัว 0.95%

ส่งออกไทยเดือนพ.ย. 61 หดตัว 0.95% ผลจากปัญหาสงครามการค้าที่ไทยเป็นห่วงโซ่อุปทาน แต่ทั้งนี้ยังมองส่งออกทั้งปีโต 8% ส่วนปี 2562 สิ่งที่ต้องติดตามยังคงเป็นสงครามการค้า

ส่งออกพ.ย. หดตัว 0.95% – น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยการส่งออกของไทยในเดือนพ.ย. 2561 พบว่า หดตัว 0.95% หรือคิดเป็นมูลค่า 21,237 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า ขยายตัว 14.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 22,415 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การค้าไทยขาดดุล 1,178 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การส่งออกรวม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย. 2561) ส่งออกขยายตัว 7.3% หรือคิดเป็นมูลค่า 232,725 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำข้า ขยายตัว 14.8% หรือคิดเป็นมูลค่า 231,344 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การค้าเกินดุล 1,381 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ หากการส่งออกในเดือนสุดท้ายมีมูลค่าอยู่ที่ 22,00 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การส่งออกทั้งปี ขยายตัว 8% หากการส่งออกเดือนสุดท้ายมีมูลค่า 21,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งปีขยายตัว 7.5% อย่างไรก็ดี การส่งออกในเดือนพ.ย. หดตัวครั้งแรก เป็นผลมาตากฐานของการส่งออกที่ผ่านมาสูง และผลกระทบทางอ้อมจากข้อพิพาททางการค้าที่ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จากส่งครามการค้าและมีการขึ้นภาษีสินค้าระหว่างกันก็มีผลต่อนำเข้าสินค้าลดลง แต่อย่างไรก็ดี การส่งออกในตลาดสำคัญอย่าง สหรัฐ ญี่ปุ่น CLMV ยังขยายตัวโดยเฉพาะ CLMV สะท้อนว่าตลาดนี้ยังมีความต้องการสินค้าไทยสูง

ขณะที่สินค้าในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 8.4% สินค้าที่หดตัว เช่น ยางพารา น้ำตาลทราย ส่วนสินค้าที่ส่งออกขยายตัว เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทูน่ากระป๋อง ส่วนสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม หดตัว 0.4% สินค้าที่ส่งออกหดตัว เช่น รถยนต์และอุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ส่งออกขยายตัว เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ เป็นต้น

“การส่งออกในปีนี้ยังต้องผลักดันให้การส่งออกเป็นไปได้ตามเป้าหมาย 8% ส่วนปี 2562 สิ่งที่ต้องติดตามคือสงครามการค้า เพราะเห็นได้จากตอนนี้หลายประเทศมีการเร่งเจรจาการค้าระหว่างกันมากขึ้นในการลดภาษีสินค้า เพื่อทดแทนการส่งออกที่หายไปจากปัญหาดังกล่าว ดังนั้น จากสถานการณ์ในปี 2562 ที่ประเทศไทยเข้าสู่การเลือกรัฐ และจะเกิดพรรครัฐบาลการเดินหน้าในการเจรจาการค้า ผลักดันอาเซป จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ พร้อมกับการกำหนดนโยบายการค้าและเล็งการทำตลาดใน จีน อินเดีย รายเมืองเชื่อว่าโอกาสทางการค้าของไทยยังมีอีกมาก” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

บทความก่อนหน้านี้มิสคันนายาววว อั้ม-พัชราภา ซุป’ตาร์โชว์ฟูลเทิร์น บ่น หน้ามืด หมุนไป 5 รอบ
บทความถัดไปเศร้า! สิ้น “ครูสุดใจ” ครูมวยอาวุโสผู้ปลุกปั้นแชมป์โลก ชาติชาย-สด-สามารถ-เมืองชัย