ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลิกฟื้นประมงไทยสู่การเป็นเจ้าสมุทรในกติกาสากล”ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ว่า วันที่ 7 มี.ค. 2567 คณะกรรมการแก้ปัญหาราคาสินค้าภาคการประมงตกต่ำจะมีการประชุม เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา และรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าภาคการประมง รวมถึงมาตรการการเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าเพื่อการประมง ตามกฏหมายสามารถเก็บได้ที่อัตรา 20 บาท/กิโลกรัม
“หลังคณะกรรมการฯ เคาะอัตราค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าประมง หลังจากนั้นจะเร่งดำเนินการออกเป็นกฏกระทรวง และนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้ได้ทันทีในปีนี้ ซึ่งการเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าประมง ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีและนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รับทราบและเห็นด้วยในเบื้องต้นแล้ว”
นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้อาชีพประมงถือว่าเป็นอาชีพเสี่ยงสูงที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาความเสี่ยงในการปล่อยกู้ ตั้งแต่ปี 2558 สมัยแรกๆ เมื่อช่วงที่รัฐบาลเมื่อ 9 ปีก่อนเข้ามาปรับโครงสร้างอาชีพประมง การแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ส่งผลให้ประมงไทยเลิกทำอาชีพประมงเพราะขาดสภาพคล่อง ทำแล้วไม่คุ้มทุน ล้มหายตายจากไปประมาณ 30% จากเดิมมีเรือประมง 12,000 ลำ ขณะนี้เหลือเพียง 7,500 ลำเท่านั้น
เมื่อประมงกลายเป็นอาชีพเสี่ยง ธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ยอมปล่อยกู้ ส่งผลให้ประมงไทยขาดสภาพคล่องเข้าถึงแหล่งทุนลำบาก จึงอยากขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือฟื้นโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องชาวประมง โดยช่วยเหลือดอกเบี้ยประมาณ 4% จากโครงการในเฟสก่อนหน้านี้ มีวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท รัฐบาลอุดหนุนดอกเบี้ย 3% แต่รัฐบาลลืมไปว่า ชาวประมงต้องจ่ายดอกเบี้ยใน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) อีกประมาณ 2% กว่าๆ มันไปต่อลำบาก