นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมี.ค. 2567 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 24,960.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน หดตัว 10.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 892,290 ล้านบาท หดตัว 6.6% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าหดตัว 5.6%
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 26,123.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.6% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 944,828 ล้านบาท ขยายตัว 10.7% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมี.ค. 2567 ขาดดุลเท่ากับ 1,163.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 52,538 ล้านบาท
ส่วนภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในไตรมาสแรก (ม.ค.- มี.ค.) ของปี 2567 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 70,995.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) หดตัว 0.2% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าขยายตัว 1.3% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 2,504,009 ล้านบาท ขยายตัว 4.2% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 75,470.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 2,692,023 ล้านบาท ขยายตัว 8.2% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนม.ค.-มี.ค. 2567 ขาดดุลเท่ากับ 4,475.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 188,014 ล้านบาท
“สรท. ยังคงเป้าหมายส่งออกปี 2567 ไว้ที่ 1-2% สินค้าเกษตรไทยยังส่งออกได้ดี โดยเฉพาะข้าวความต้องการตลาดโลกเพิ่มขึ้น ยางพารา ยังขยายตัวดีปีนี้คาดว่าจะโต 10% อาหารจะขยายตัวได้ 2-3% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกหลัก คือ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบและเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ยังขยายตัว 1-2% และ 5% ตามลำดับ”
อย่างไรก็ตาม ต้องจบปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง อาทิ อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุส ที่เป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันโลก
2. ความกังวลเรื่องต้นทุนภาคการผลิต คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท, ต้นทุนพลังงาน น้ำมันและไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น, อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงทรงตัวระดับสูง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ต่อปี และ ค่าระวางเรือ ปรับตัวสูงขึ้นทุกเส้นทาง และ 3. ปัญหาภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตร ผลไม้ออกช้ากว่าฤดูกาลปกติ ยางพาราผลผลิตมีน้อยกว่าปกติ
ทั้งนี้ สรท. มีข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ต้องสนับสนุนและช่วยเหลือให้ผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงสำคัญ ประกอบด้วย 1. ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดการเงินในช่วงปลายปี และ 2. ความเสี่ยงการชำระเงินของคู่ค้า เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระเงินของคู่ค้า
“การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต้องพิจารณาให้รอบด้านและกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภายใต้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง โดย ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากัน 400 บาท ทั่วประเทศ ไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ อาหาร เกษตร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งไทยต้องแข่งขันกับสินค้าต้นทุนต่ำจากจีนและเวียดนามที่ จะทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับผลิตภาพแรงงาน จะสร้างปัญหาต่อภาคการผลิต ขณะที่การจัดสรรงบประมาณเพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงานน้อยกว่า 1% สะท้อนผลิตภาพที่เปราะบาง และ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดจะกระทบอุตสาหกรรมเดิมหรืออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และ SMEs ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมชั้นสูงได้ในเวลาอันสั้น”
ทั้งนี้ รัฐจำต้องบริหารจัดต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกและมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ดังนี้ 1. ควรปรับค่าแรงและกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภายใต้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (คณะกรรมการไตรภาคี) ในแต่ละพื้นที่ โดยต้องคำนึงถึงค่าครองชีพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่และผลิตภาพของแรงงาน (Productivity) และต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาพรวม
2. พิจารณาปรับค่าแรงอย่างรอบคอบและปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป 3. ปรับค่าแรงต้องสอดคล้องกับฝีมือแรงงาน โดยรัฐต้องสนับสนุนเรื่อง Total Productivity และ Innovation skill ของแรงงานไทยให้ชัดเจน และ 4. ตั้งกองทุนร่วมลงทุนกับบริษัทที่ต้องเสริมสภาพคล่องสำหรับจ้างแรงงานมีฝีมือมาปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้การแข่งขัน