ภูมิธรรม หารือ รมต.เยอรมนี ชวนลงทุนอุตฯ เป้าหมายไทย หนุนปิดดีลเอฟทีเอไทย-อียู
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายโทเบียส ก็อตฮาร์ท รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การพัฒนาภูมิภาค และพลังงานแห่งรัฐไบเอิร์น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 โดยรัฐไบเอิร์นเป็นรัฐสำคัญที่มีจำนวนประชากร และขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเยอรมนี และมีมูลค่าการค้ากับไทย คิดเป็น 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย – เยอรมนี โดยมีสินค้าศักยภาพได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเสื้อผ้าสำเร็จรูป
ซึ่งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการค้า และการลงทุนระหว่างไทย-เยอรมนี รวมถึงรัฐไบเอิร์น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานทางเลือกแฟชั่นและสิ่งทอและยานยนต์ (โดยเฉพาะยานยนต์ EV) พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัย
“และได้เชิญชวนให้นักธุรกิจรัฐไบเอิร์นเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนไว้ รวมทั้งยินดีที่รัฐไบเอิร์นจะจัดตั้งสำนักงานตัวแทนประจำอาเซียนในประเทศไทยเพื่อประสานงานและอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจจากรัฐไบเอิร์น นักธุรกิจของอาเซียน รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และศึกษาวิจัยถึงตลาดและโอกาสทางการค้า ” นายภูมิธรรมกล่าว
นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ตนได้ขอให้เยอรมนีช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย – อียู ให้สรุปผลได้โดยเร็ว โดยไทยมุ่งมั่นที่จะยกระดับสินค้า อุตสาหกรรม และบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ FTA ฉบับนี้ มีความทันสมัยที่ตอบรับกับกระแสโลกทั้งด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนอกจากนี้ ได้เชิญเยอรมนีเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เช่น งาน THAIFEX-ANUGAAsia และได้ประชาสัมพันธ์ Soft power ของไทย ทั้งธุรกิจอาหาร แฟชั่น เกมส์ และการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสาขาสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลต้องการผลักดันด้วย
ทั้งนี้ ปี 2566 เยอรมนีถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในสหภาพยุโรป การค้าระหว่างไทย-เยอรมนี มีมูลค่า 10,651.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.85 ของการค้าไทยในตลาดโลก โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปเยอรมนี 4,472.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขณะที่ไทยนำเข้าจากเยอรมนี 6,178.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ นอกจากนี้ รัฐไบเอิร์นเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น BMWและ Schaeffler (สาขายานยนต์และชิ้นส่วน)Siemens (สาขาอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมไฟฟ้าและเทคโนโลยีดิจิตอล) BayWa r.e. (พลังงานทดแทน) และ Allianz (บริการประกันและจัดการการลงทุน)

