หลังการระบาดของโควิด-19 ปี 2567 ถือเป็นปีแห่งการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้จะไม่โตตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ โดยทั้งปีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยมีจำนวน 35.3 ล้านคน สร้างรายได้ 1.66 ล้านล้านบาท ส่วนตลาดไทยเที่ยวไทย มีจำนวน 197.5 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 9.52 แสนล้านบาท ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 2.6 ล้านล้านบาท ถือเป็นปีที่ท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาลอีกปี
ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีนจำนวน 6.7 ล้านคน มาเลเซียจำนวน 4.9 ล้านคน อินเดียจำนวน 2.1 ล้านคน เกาหลีใต้จำนวน 1.85 ล้านคน และรัสเซียจำนวน 1.72 ล้านคน แม้จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เม็ดเงินและจำนวนนักท่องเที่ยวยังเป็นกลไกหลักที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
•‘สรวงศ์’เล็งถกทูตกระตุ้นเที่ยว
นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวปี 2567 หลังจากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่ออกมามีหลายประเทศที่หลุดเป้าและมีหลายประเทศที่เกินเป้าหมาย อาทิ ประเทศจีนแม้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าไทย แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งไว้ที่ 7 ล้านคน ขณะที่อินเดียมีนักท่องเที่ยวทะลุ 2 ล้านคน เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้
ดังนั้นต้นปี 2568 จะเชิญทูตต่างประเทศที่ประจำประเทศไทยมาหารือ ถึงปัญหาที่ไทยอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ต่างชาติไม่เข้า เพื่อปรับปรุงและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว โดยปี 2568 ถือเป็นปีท่องเที่ยว-กีฬา (Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025) โดยมีเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้จำนวน 40 ล้านคน นักท่องเที่ยวคนไทยเที่ยวไทยจำนวน 200 ล้านคน-ครั้ง มีรายได้รวมทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดไทยเที่ยวไทยรวม 3.2 ล้านล้านบาท
สำหรับตลาดเป้าหมายที่จะต้องทำตลาดและเชิญชวนมาเที่ยวไทย คือตลาดที่มีการใช้จ่ายสูง และอยู่นาน ผ่านแผนขยายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ มุ่งเน้นเจาะตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ พร้อมกับรักษาตลาดเดิมอย่างจีน ยุโรป และเอเชียตะวันออก โดยใช้แคมเปญ “Visit Thailand Year 2025” เพื่อโปรโมตประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยเน้นความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว
“หลังคุยกับทูตต่างประเทศในประเทศไทย จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันรุกตลาดที่มีการใช้จ่ายสูง เดินทางเที่ยวนาน อาทิ ยุโรป อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น เพื่อนำมาชดเชยในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ที่มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง”

•‘ฐาปนีย์’ชี้เศรษฐกิจโลกฉุดเป้าท่องเที่ยว
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ธ.ค.2567 รายได้รวม 2.66 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 11.33% จากเป้าหมาย สร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศและตลาดไทยเที่ยวไทยที่ 3 ล้านล้านบาท แยกเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวคนไทย 9.3 แสนล้านบาท
ตลอดทั้งปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว ในเชิงปริมาณ สามารถทำได้ตามเป้าหมาย แต่สำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ลดลงน้อยกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 20% ส่งผลให้เป้าหมายเชิงรายได้ห่างจากเป้าคาดการณ์กว่า 4 แสนล้านบาท ส่วนตลาดคนไทยเที่ยวไทย มีรายได้รวมมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2.3% ซึ่งสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดการใช้จ่ายลง เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา สงครามตะวันออกกลาง และการจัดเก็บข้อมูลของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ครอบคลุมการจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ จึงอาจทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ต้นปี 2568 รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการให้กระทรวงออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์
•เดินหน้า‘เราเที่ยวด้วยกัน’
น.ส.ฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.วางรากฐานการเติบโตของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน พร้อมสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าปี 2568 มีรายได้รวม 3.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.2 ล้านล้านบาท และรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ 1 ล้านล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและเจาะตลาดใหม่ชดเชยจีน
ตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน โดยเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป พร้อมกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยหันไปเจาะตลาด อเมริกาใต้ และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เพื่อเพิ่มความหลากหลายและลดความเสี่ยง
ในส่วนตลาดไทยเที่ยวไทย พร้อมผลักดันแคมเปญ “เราเที่ยวด้วยกัน” กระตุ้นการเดินทางในเมืองรองและชุมชนท้องถิ่น โดยจัดกิจกรรมที่เน้นวัฒนธรรมและธรรมชาติ พร้อมยกระดับไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก
•แนะใช้โอกาสครบ 50 ปีจีบจีนเที่ยวไทย
ด้าน นายศิษฏิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ปี 2567 ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าจะมีการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศระหว่างไทยและจีนแบบถาวร แต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ ยังไม่เอื้อต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย และรัฐบาลจีนส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนเอง ภาวะชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคที่อ่อนแอ และอัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สูง ล้วนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีน

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนไม่ได้ให้การสนับสนุนบริษัททัวร์ให้นำคนจีนเที่ยวต่างประเทศ เหมือนในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ขณะที่หลายบริษัทต้องปรับแผนการเดินทางไปต่างประเทศให้รัดกุมขึ้น แม้ว่าจะมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาแบบอิสระ (FIT) แต่การใช้จ่ายโดยรวมของตลาดนี้ยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ จีนส่งสัญญาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้เครื่องมือทางการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลาง เพื่อตอบสนองต่อการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์
ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยปี 2568 มีแนวโน้มทรงตัวและไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนักจากปี 2567 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศประมาณ 7-8 ล้านคน ซึ่งเป้าหมาย 9 ล้านคนของ ททท.จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหาหลักคือปัญหาเศรษฐกิจในจีน รวมถึงผลกระทบจากการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นภาษีของรัฐบาลทรัมป์ แต่ในปี 2568 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเมืองใหม่ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง
นอกจากความท้าทายเรื่องเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศแล้วยังต้องรับมือกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวของคู่แข่ง
เป็นการวัดฝีมือรัฐบาล (ททท.) ในการกระตุ้นตลาดดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทยเพิ่มด้วยสินค้าที่นักท่องเที่ยวต้องการ