คลัง จี้หน่วยงานสรุปแผนเยียวยาผลกระทบ ภาษีสหรัฐ ภายในเดือนส.ค. เพื่อเสนอแนวทางบรรเทาผลกระทบ เล็งใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.4 หมื่นล้าน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่อง ภาษีสหรัฐ ที่จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งทำการบ้าน เพื่อเสนอแนวทางเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองกระตุ้นเศรษฐกิจ และคณะกรรมการฯ
โดย จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะ รัฐบาลมีงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.4 หมื่นล้านบาท จากกรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท และหากไม่เพียงพอ รัฐบาลยังมีงบจากเงินงบประมาณ ปี 69 อีก 2.5 หมื่นล้านบาท
“เจ้าของเรื่องในแต่ละกระทรวงต้องเป็นคนวิเคราะห์และเสนอแนวทางบรรเทาผลกระทบด้วยตัวเอง เพราะเขารู้ดีที่สุดว่ากระทบอย่างไร และควรช่วยเหลืออย่างไร หากเห็นว่าจำเป็นก็สามารถเสนอมายังกระทรวงการคลัง ภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่ออนุมัติงบประมาณให้ทันภายในเดือนก.ย.68 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568”
นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการกำหนดสัดส่วนเนื้อหาท้องถิ่น (RVC) และการพิจารณาว่าสินค้าใดเข้าข่าย transshipment ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยการหารือในระดับสากลต่อไป โดยเชื่อว่าหากตกผลึกแล้ว เกณฑ์เหล่านี้จะถูกใช้เป็นมาตรฐานร่วมกันทุกประเทศ
“เรื่อง RVC ต้องดูรายผลิตภัณฑ์ เพราะบางสินค้าเกษตรอาจมีเนื้อหาท้องถิ่นสูง แต่สินค้าอุตสาหกรรมอาจต่ำ ต้องวิเคราะห์แยกรายการ และแต่ละประเทศก็ยังไม่มีข้อสรุป ต้องใช้เวลาอีกสักพัก”
นายลวรณ กล่าวว่า ภาคเกษตรควรใช้โอกาสจากความเปลี่ยนแปลงนี้เร่งปรับโครงสร้าง เพราะแม้ใช้แรงงานและพื้นที่จำนวนมาก แต่ผลิตภาพยังต่ำมาก โดยมีสัดส่วนในจีดีพีเพียง 8% เท่านั้น ถ้าเรายังอยู่กันแบบไม่มีประสิทธิภาพ แบบนี้อยู่ไม่ได้ ต้องรื้อใหม่หมด วิกฤติก็เป็นโอกาส ถ้าไม่ปรับวันนี้ จะอยู่ยากขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเจรจาข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ จะไม่มีผลผูกพัน หากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจออกมาตรการดังกล่าว โดยจะต้องรอความชัดเจนจากคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ก่อน
“ถ้าศาลตัดสินว่าไม่มีอำนาจ ก็ถือว่าข้อตกลงไม่มีผล ทุกอย่างต้องหยุด ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะเป็นการลงนามโดยผู้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย”