นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากหลายวิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งแรงทั่วโลก เศรษฐกิจโลกถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และความตึงเครียดระหว่างจีน ไต้หวัน และสหรัฐ

ขณะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังพัฒนาจากภาวะความกลัวเงินเฟ้อมาสู่ภาวะความกลัวเศรษฐกิจถดถอย จากการปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงของประเทศสหรัฐ จีน และกลุ่มประเทศยุโรป แต่ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกลัวเศรษฐกิจถดถอยยังมีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้าไทยในเดือนส.ค. โดยตั้งแต่ต้นเดือนมีนักลงทุนต่างประเทศเริ่มกลับเป็นฝ่ายซื้อสุทธิในตลาดหุ้นกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตรกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมองการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบสูงสุดในไตรมาส 3 ของปี 2565 และจะปรับขึ้นเป็นบวกระดับ 4% ของจีดีพีในปี 2566 คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 3% ของจีดีพีในไตรมาส 3 และเป็น 5% ของจีดีพีในไตรมาส 4 และอาจเพิ่มเป็น 7% ของจีดีพีในไตรมาส 1 ปี 2566

ส่วนของเงินเฟ้ออาจจะถึงจุดสูงสุดในไตรมาส 3 ปีนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของไทย จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปที่ระดับ 0.25% ต่อครั้ง คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ใน 12 เดือนข้างหน้าสู่ระดับ 1.5% ในกลางปี 2566 แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในอาเซียน

ด้านค่าเงินบาท มองว่านับตั้งแต่สิ้นเดือนก.ค. 2565 ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่ามากที่สุดในสกุลเงินอาเซียน โดยแข็งค่าขึ้นกว่า 4% และคาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 34-35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดังนั้นทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2565 แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต โดยสินทรัพย์ที่แนะนำลงทุน ได้แก่ ตลาดหุ้นไทย 25% ซึ่งมองเป้าหมายของดัชนี อยู่ที่ 1,690 จุดในสิ้นปีนี้ ตลาดหุ้นเวียดนาม 10-15% ตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว 10% ตราสารหนี้โลก 25% ทองคำ 5% Weightingในกลุ่มน้ำมัน และ Commodity 5% และถือเงินสด 15-20% เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงยังไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ยังไม่คาดการณ์

นอกจากนี้ บริษัทยังแนะนำให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในกลุ่มหุ้นที่เป็น Thematic Play ที่ได้สร้างแบบจำลองทาง Macro Economic 4 ธีมหลัก ได้แก่ ธีมที่ 1 บริษัทที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง และการท่องเที่ยว มองว่าประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางออกนอกประเทศได้ใน 3-12 เดือนข้างหน้า ธีมที่ 2 บริษัทที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า ธีมที่ 3 หุ้นปันผลสูงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และธีมที่ 4 บริษัทได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร

“สถานการณ์การเมืองไทยมีผลน้อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะคนมองการเลือกตั้งปีหน้ามากกว่าส่วนเรามองเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลัก โดยการลงทุนหุ้นก่อนเลือกตั้งให้ผลตอบแทนดีตามสถิติ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน