“โดนัท มนัสนันท์” เคยเผชิญมรสุมอินบทมาก จนป่วยจิต ต้องพักงาน 1 ปี เผยสามีติดคอนเทนต์หนักมาก! แฮปปี้ตกลงร่วมกันไม่มีลูก เลี้ยงแค่น้องหมา

โดนัท มนัสนันท์ เปิดใจใน PrimeCast เรื่องชีวิตคู่และแผนอนาคต แฮปปี้ตกลงร่วมกันไม่มีลูก มีแค่น้องหมา เปิดเบื้องหลังจุดเริ่มต้นการทำคลิปคู่กับสามีจากความบังเอิญสู่กระแสตอบรับหลักล้าน เคยเผชิญมรสุมอินบทจัด นอนไม่ได้ จากการรับบทบาทหนักที่มีภาวะทางจิตและอารมณ์รุนแรงต่อเนื่องต้องพักงานละคร 1 ปีเต็ม พร้อมเปิด Routine วัย 40+ ปรับพฤติกรรมดูแลตัวเองเข้มงวด เพื่อความสวยสุขภาพดีระยะยาว

โดนัท เคยเผชิญมรสุมอินบทดาร์ก

จุดเริ่มต้นของการทำ Content คู่กับสามี ?

“คอนเทนต์คู่ เกิดด้วยความบังเอิญ เริ่มจากเพื่อนส่งรองเท้ามาให้ เราไม่อยากถ่ายรูปเลยทำวิดีโอตลก ๆ ก็ทำคลิปใส่รองเท้าจะไปไหนสุดท้ายไปจบที่ บาร์ ปรากฏว่ามีคนดูมาคอมเมนต์ตลก น่ารัก เริ่มทำเล่นไปเรื่อยกับพี่ตาม คอนเทนต์แรกจำได้ไปกินกาแฟแล้วพี่ตามแต่งตัวเยอะ ส่วนพี่หัวฟู ไม่แต่งหน้าก็มีคนดูเป็นหลายล้าน

พี่ตามเขาเป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าวงการ เขาก็แบบ โอ้โห! ดีจังเลย ก็ชวนทำต่อเนื่อง สิ่งที่ทำให้เราทำคลิปคู่กัน คือคอมเมนต์คนที่ดูแล้วบอกว่า “ดูคลิปเราแล้วเขามีความสุข” ดูคลิปเราแล้วเขาสดใส ก็เลยทำให้ทำคลิปออกมาเรื่อย ๆ ค่ะ แล้วสามีชอบมาก ทุกวันนี้ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นคนทำ “ไม่ค่ะ เป็นพี่ตาม” ถ้าเห็นพี่แต่งหน้าเอาแล้ว “วันนี้ตามจะรีบกลับบ้าน โดนัทมาเจอกันนะ” วันนี้มาแน่นอน ต้องถ่ายคอนเทนต์”

สุดท้ายพี่ตามทำงานอะไร ?

“กลางวันทำงานออฟฟิศที่บ้าน ทำงานเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน กลางวันก็จะส่ง Reels ส่งหลายอย่างมาให้พี่ตลอดเวลา สมมุติเรามีลูกค้าเข้า สักพักคิดสคริปต์แล้วโดนัท Revise นะ พี่ก็บอกว่า “เธอไม่ทำงานหรอ” คิดว่างานที่เขาทำเครียดก็เลยรู้สึกว่าตรงนี้เป็นการคลายเครียด พอพักหรือเดินเข้าห้องน้ำก็จะมาแล้วต้องมีคอนเทนต์”

จุดเริ่มต้นความรักและเจอกันได้ยังไง ?

“พบกันที่เที่ยวกลางคืนค่ะ อารมณ์แบบเจอกันที่บาร์นานมากแล้ว พี่ตามเรียนจบปริญญาโท เพิ่งกลับจากอังกฤษไปเจอกันเพราะเพื่อน คือเขาเป็นเพื่อนกับเพื่อนเรา แล้วเราก็เป็นเพื่อนของเพื่อนเขาก็เจอกันยังไม่ได้รู้สึกอะไร รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูน่าจะไม่ได้ทำงาน นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่เจอเขา

พอผ่านไป 10 ปี ก็ไปขอใช้ออฟฟิศ ระหว่างนั้นก็เจอกันเป็นเพื่อนกัน ผ่านไป 10 ปี ก็ไปเจอเขาที่ ออฟฟิศเพราะไปขอใช้ออฟฟิศเขาถ่ายงาน รอบนี้เจอเขาใส่ชุดทำงาน ก็มีงานทำนะ คือบริษัทที่เขาทำอยู่ใส่เชิ้ตขาว กางเกงทำงาน เป็นหนุ่มออฟฟิศเพราะเราไม่เคยเจอเขาตอนกลางวัน มุมมองที่มีก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเจอแต่กลางคืนก็รู้ว่าคนนี้ก็มีงานทำ แล้วผ่านไปอีกหลาย 10 ปีต่อมากว่าจะรู้สึกดีกันค่ะ”

เขาจีบยังไงและใครส่งสัญญาณก่อน ?

“ถ้าเขาอยู่จะบอกว่าโดนัทจีบเขา แต่เราก็จะไม่ได้จีบ เหมือนเริ่มจากการไปเจอกันแล้วส่งข้อความหากันแล้วเกิดขึ้นเอง เรื่องส่งสัญญาณ เราสวยอยู่แล้วไง แต่คือช่วงแรกไม่เคยคิดเลย ไม่เคยเห็นหน้าเขาหรือเจอเขาแล้วรู้สึกว่า เพื่อนเราหล่อ มีเสน่ห์ ไม่เคย แต่พอเริ่มคุยกันสิ่งที่รู้สึกดีกับเขาคือ เป็นคนอ่อนโยนมากแล้วก็เป็นคนตลก เราจะเป็นคนจริงจัง ทำอะไรจริงจัง บางครั้งเขาตลกจนเราโมโห

แต่พอไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าการที่มีกันและกัน เหมือนต่างคนต่างเติมเต็มส่วนที่ใช่และส่วนที่ไม่มีซึ่งพี่ตามจะเป็นคนไม่ค่อยจริงจังกับอะไร ทำให้คลายความจริงจังของเราไปได้เยอะ เหมือน หยิง-หยาง พอต่างกันก็จะ Complement กันค่ะ”

แพลนชีวิตคู่และเรื่องการมีลูก ?

“อยู่กันไปแบบนี้ค่ะ ไม่ได้มีวางแผน มีลูกตอนนี้เป็นสุนัข 1 ตัว ลูกชายคลอดออกมาเองนิสัยเหมือนพี่มาก เรื่องมีลูกคุยตั้งแต่ช่วงแรกที่คบกัน พอเริ่มคุยเรื่องอนาคตทั้งคู่ก็ไม่ได้อยากมีลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจกันตรงกัน ถ้าเขาอยากมีเราอาจจะกดดันแต่ก็มีได้ แต่พอดีว่าเขาไม่อยากมี เราก็ไม่ได้อยากมีก็เลยลงตัวค่ะ”

ตารางชีวิตประจำวันของ โดนัท มนัสนันท์ ?

“ตอนนี้กำหนดวันใน 1 สัปดาห์ไปโรงยิมด้วยกัน 2 วัน วันอื่นพี่ตามเป็นคนจริงจังเรื่องสุขภาพ รักหุ่น ก็จะเล่นที่บ้าน แต่เราก็อยากมีกิจกรรมที่ให้ได้ทำด้วยกัน ส่วนเราถ้าเกิดไม่ไปโรงยิม ก็จะไปเล่นพิลาทิสบ้าง แล้วก็ทำงาน ถ้าเกิดช่วงไหนไม่ได้ถ่ายละครจะเขียนหนังสืออยู่ที่บ้านเคยออกหนังสือเล่มหนึ่งนานมากแล้วเป็นหนังสือเดินทาง แต่พอดีหนังสือที่ทำอยู่เป็นโปรเจ็กต์ที่อยากทำแต่เราอยู่ช่วงวัย Introvert ไม่ได้อยากทำงานกับคนเยอะ ๆ ก็เลยมาเป็นโปรเจ็กต์เขียนหนังสือแทนค่ะ”

การทำงานในวงการและการจัดการพื้นที่ส่วนตัว ?

“เข้าวงการตั้งแต่อายุ 17 ปี เล่นละครเรื่องแรกและทำงานในวงการมาเรื่อย ๆ พบเจอผู้คนมาเป็นพันเป็นหมื่นคน พอไปทำงานแล้วกลับบ้านก็จะเป็นอีกคนคือ ไม่คุยกับใคร ขึ้นรถพี่ไม่ฟังวิทยุจะนั่งอยู่ในรถเงียบ ๆ ถ้าถึงบ้านก็จะอยู่เงียบ ๆ หรือมีช่างมาแต่งหน้าเราก็จะนั่งแต่งเงียบ ๆ แต่พี่ตามเดินไปตรงไหนต้องกดเปิดเพลง แต่เราอยากอยู่เงียบ ๆ ในเวลาที่ไม่ต้องทำงานค่ะ”

วิธีชาร์จพลังเวลาหมดไฟจากการทำงานหนัก ?

“อยู่ที่ว่าไปทำอะไรมาขนาดไหนค่ะ ถ้าไปออกกองถ่ายละครติดกันต้องนอน อ่านหนังสืออยู่บ้าน ถ้าไม่ทำงานคืออยู่บ้าน หรือไปเล่นกีฬาที่ทำคนเดียว ไม่เล่นกีฬาเป็นหมู่คณะ ทำไม่เป็น รู้สึกต้องไปเข้าสังคมอีกแล้ว นัดตีแบดมินตันอย่าชวน ต้องเป็นพิลาทิส โยคะ เล่นคนเดียว เล่นเงียบ ๆ ชาร์จพลังจากข้างใน”

ออกกำลังกายกับสามีบ้างไหม ?

“ไปโรงยิมใช้ครูฝึกสอนด้วยกัน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะเป็นกิจกรรมที่ทำด้วยกันตลอดค่ะ”

งานหลักของ โดนัท มนัสนันท์ ปัจจุบัน ?

“ถ้าถามในช่วงเวลานี้เป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ค่ะ อาชีพหลักตอนนี้ ถ้าถามว่างานหลักของตัวเองตอนนี้เป็นเรื่องการเป็นนักแสดง พอเข้าช่วงวัยหนึ่งรู้สึกอยากทำงานที่เงียบ ไม่ต้องทำกับคนเยอะเวลาที่ทำเบื้องหลังคืองานที่ต้องทำกับคนจำนวนเยอะ ต้องมีการประนีประนอมตลอดเวลารู้สึกเหนื่อย บางทีอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่อยากทำได้ แต่ถ้าการเป็นนักแสดงรับผิดชอบแค่ตัวเรา บทที่เล่น แล้วก็ไปทำงานเจอเพื่อนเสร็จกลับบ้าน แต่ถ้าทำเบื้องหลังไม่เสร็จแค่นั้น ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ”

อยู่วงการมากว่า 20 ปี และการดูแลตัวเอง ?

“อยู่วงการมา 20 กว่าปี ไม่คิดเหมือนกันว่าจะยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้ หลายอย่างที่ช่วยไว้ทั้งครีม ทั้งหมอ ทุกงานที่ทำก็มีเรื่องของเวลา เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอกที่คนจะคาดหวังยิ่งอยู่นานยิ่งต้องดูแลตัวเอง ส่วนเรื่องการแสดงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่เก่งต้องพยายามที่จะทำอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าที่เป็นเราได้ทุกวันนี้เกิดมาจากความพยายามในการทำงานของเราที่จะเรียนรู้พยายามที่ไม่หยุดนิ่ง”

เคยออกจากบทบาทไม่ได้ตอนเล่นเรื่องสาธุ ?

“ปีนั้นเป็นปีที่ยาก ต้องเล่นหนังเป็นคนที่มีอาการ PTSD แล้วมาเล่นละครมีอาการโรคจิต ต่อมาก็เรื่องสาธุเป็นคนไม่ปกติเกิดขึ้นในปีเดียวกัน แล้วเหมือนเราเป็นคนเชื่อเรื่องพลังงานมาก สมมุติวันนี้ออกจากบ้านด้วยพลังงานที่สดใสก็จะเป็นวันที่ดี ต่อให้เจอเรื่องอะไรที่ไม่ดีก็รับมือได้ พอต้องเล่นเป็นคนที่มีปัญหาทางอารมณ์ทางจิต ต้องใช้พลังงานนั้นตลอดเวลา เหมือนทั้งปีนั้นไม่ได้ไปจากความหม่นหมองนี้

สมมุติถ่ายละครอาทิตย์ละ 3-4 วันแต่วันที่เหลือก็ยังคงฝังอยู่ ปีนั้นเป็นคนแบบนั้นทั้งปีเป็นคนที่คัตแล้วก็เสร็จนะ ไม่แบบนั่งเศร้าเหงารักไม่เป็น แต่พลังงานที่ใช้ไปกับเขาทั้งวันต้องคิดเรื่องไม่ดี คิดอยากให้เขาตาย ต้องคิดฆ่าเขา เกลียดเขา เป็นพลังงานที่ไม่ได้สร้างพลังงานบวกให้กับเรา

พอตอนถ่ายสาธุเป็นโปรเจ็กต์สุดท้ายของปีนั้นที่โหดมาก สนุกมาก แต่ทุกวันเราก็จะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเอ๋ ไม่อยากรู้จักเขาก็จะมีวันแบบนั้นที่รู้สึกเหนื่อย แต่ก็สนุก เป็นความโรคจิตของการเป็นนักแสดง แต่พอถ่ายเสร็จแล้วจิตใจเริ่มไม่ดี มีปัญหา เริ่มนอนไม่หลับกลับบ้านถึงขั้นนอนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เหมือนได้ยินเสียงคาแร็กเตอร์แล้วเซ้นสิทีฟทุกเรื่อง จนหยุดทำงาน 1 ปี รับแต่งานอินฟลูเอ็นเซอร์อย่างเดียวช่วงปีที่แล้ว เพิ่งกลับมาเล่นละครได้ใหม่ค่ะ”

การดูแลสุขภาพจิตและการไปพบแพทย์ ?

“ช่วงที่เป็นหนัก ๆ ก็ไปหาหมอถึงขั้นต้องไปปรึกษาคุณหมอว่าต้องจัดการตัวเองยังไง ถ้าช่วงไหนเป็นหนัก ๆ พี่ตามก็จะบอกว่า “หาหมอไหม” นี่โทรเลย โทรก่อนเวลา เขาจะสนับสนุนเราว่าอยากให้ไปพูดคุยหรือเอาออกไปจากใจเราบ้าง ซึ่งเราชอบการไปหาหมอ จะบอกทุกคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต สมมุติเจอใครก็จะบอกว่าถ้าคิดเองไม่ออกลองไปหาหมอ เขาจะมีมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง แล้วมุมมองของเขาไม่ได้เป็นมุมมองที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นมุมมองที่กว้างมากบางทีหมกมุ่นกับเรื่องอะไร เรามองเห็นแค่ปัญหาของเราแล้วมองเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เขาจะให้มุมมองอื่นและทำให้เข้าใจตัวเองเข้าใจโลกง่ายขึ้นค่ะ”

สัญญาณเตือนของร่างกายและจุดเริ่มต้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ?

“ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีเลย เหมือนเบื่อทุกอย่างไปหมด เหมือนซึมก็จะมีวันที่ร่างกายรู้สึกว่า พยายามจะตามหาความหมายให้กับตัวเองแต่ไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่งานที่ทำก็เติมเต็มมาก ๆ บทที่โดนัทได้เล่นเหมือนคนที่คอมกำลังจะพัง ความรู้สึกปิดก็ไม่ยอมปิดระบบ ก็ค้างอยู่แบบนั้น คอมรวน จนเจอนักจิตวิทยาแล้วก็เริ่มเดินทาง

แล้วไปเรื่องการมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว ไปศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวมถึงขั้นไปสถาบันที่เป็นศาสตร์อินเดีย แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะรับมือกับปัญหานี้ยังไง จากนั้นไปลงเรียนการแสดง อาจารย์ถามว่า “จะมาเรียนอะไร ไม่ได้มี Project อะไรที่จะทำ” เราก็บอกว่า “รู้สึกคาแร็กเตอร์นั้นยังอยู่กับเรา” เขาก็สอนธรรมมะมาก ฝึกการหายใจ Meditation นั่งสมาธิ มีสติ กับมาอ่านหนังสือ โชคดีที่ช่วงนั้นการเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์สนุก ทำแล้วไม่เครียดมากค่ะ”

หมดไฟทั้งปีแต่หายได้เพราะสิ่งนี้ จุดเปลี่ยนชีวิตจากการลองเป็น Influencer ?

“แต่ก่อนบ้างานมากพอเจอปัญหานี้รู้เลยว่าควรจะต้องใช้ชีวิตให้สมดุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การนอน รูปแบบการดำเนินชีวิตของเราหรืองานที่ทำ ตอนนี้ถ้าเลือกได้ ก็จะไม่รับบทที่หนักเกินไปติด ๆ กัน ก่อนจะเป็นบ้าไป”

การเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณและร่างกายในวัย 40 ?

“ก็ไม่ได้ธรรมชาติมาก ตอนที่เราเด็ก ๆ ไม่ค่อยดูแลตัวเองพอเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตอนที่เริ่มเข้าวัย 40 ปีรู้เลยว่าไม่ดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว อย่างแรกเช้าวันที่อายุ 40 ปี ตื่นนอนมาเกิดขึ้นเช้าวันนั้นหยิบโทรศัพท์ดูเวลา ทำไมไม่เห็น เลื่อนออกไป พบว่าสายตายาวแต่ก่อนเวลาจะไปคลินิก ทำหัตถการจะไปปีละครั้ง 2 ครั้ง พอเริ่มเข้าอายุ 40 ปีไปทุก 3 เดือนต้องไป

ช่วงนี้อายุ 43 ปีก็ทุกเดือน ต้องพบหมอทุกเดือน เพราะตอนช่วงอายุ 30 ไม่ค่อยได้ดูแลใส่ใจตัวเอง พอเข้าอายุ 40 ปีหัตถการบางตัวต้องทำปีละ 2 ครั้ง แล้วก็เรื่องครีมบำรุงผิวแต่ก่อนเป็นคนที่ขี้เกียจมาก ช่วงวัย 30 ปีทาครีมตัวเดียวจบ ต้องตัวเดียวเท่านั้นอย่ามาหลายวิธี แต่พี่ตามจะเป็นคนทาครีม 10 ชนิด ค่อย ๆ ทำไป ครีมนี้สำหรับอันนี้ แต่เราคือหลอดเดียวเท่านั้นแล้วก็ให้เพิ่มอีกหลอดหนึ่งคือ กันแดด

แต่พออายุ 40 ปีสายตายาว ฝ้ามา ปีที่เล่นแต่บทเป็นคนโรคจิต ทั้งฝ้า ทั้งประสาทจะเสีย ทุกอย่างมารู้เลยว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม เลยมาให้ความสำคัญกับเรื่องครีมบำรุงผิวมากขึ้น เรื่องน้ำหนักเริ่มขึ้นง่ายแต่ลงยาก จากที่แต่ก่อนไม่เชื่อเรื่อง Weight Training ตอนนี้ก็มุ่งเน้นเรื่อง Weight Training แต่ก่อนไม่เชื่อว่าต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ต้องแบ่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ผัก ผลไม้ ตอนนี้คือเหมือนคนแก่ นั่งแล้วต้องสั่งผักก่อนแล้วก็โปรตีนต้องถึง ต้องนั่งคำนวณวันนี้กินโปรตีนอะไรบ้าง ตื่นเช้ามาต้องล้างหน้า ต้องทาครีมตามลำดับขั้นเกิดขึ้นเอง จำเป็นจะต้องดูแลตัวเองมาก ๆ แล้วงานที่ทำเป็นงานที่โทรมไม่ได้ค่ะ”

นิยามของ Skin Longevity และกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้?

“การดูแลตัวเองให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วเป็นเราในวัยนั้นในรูปแบบที่ดีที่สุด โดนัทรู้สึกว่าการดูแลตัวเองของโดนัทตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยากจะดูเด็ก แต่อยากเป็นผู้หญิงในวัยที่เป็นอยู่ที่สมบูรณ์และสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการดูแลตัวเองสำคัญมาก ๆ ไม่ควรต้องรออายุเท่าไหร่แล้วค่อยเริ่ม ต้องเริ่มแล้วดีแล้วที่ปันปันดูแลตัวเอง พี่เชื่อว่าจะเป็นสาวที่สมมุติวันหนึ่งเข้าอายุ 40 ปีก็จะเข้าอายุ 40 ปีอย่างแบบสมบูรณ์และสวยงาม”

การเป็น SLE (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) ดูแลตัวเองอย่างไร ?

“ห้ามโดนแดด คุณหมอจะพยายามให้เลี่ยงแดดเป็นสิ่งที่ดีต่อผิว แต่ว่าสำหรับคนเป็น SLE จะกระตุ้นโรคให้กำเริบ ซึ่งของพี่เป็นระยะเดี๋ยวโรคสงบ เดี๋ยวกำเริบ แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่ควบคุมได้ ถ้ากำเริบขึ้นมาร่างกายจะอ่อนเพลีย เราจะดูไม่ออก ตอนแรกที่เป็นครั้งแรกที่เจอ ผมร่วงเยอะ ตื่นเช้ามาวันหนึ่งผมร่วงเต็มเตียง เราก็งงว่าทำไมร่วงขนาดนี้แล้วก็ไปทำงานถ่ายละคร เราก็เข้าใจว่าเหนื่อย เพราะเราเหนื่อยจากการทำงานทุกวัน ร่างกายก็เลยผมก็ร่วงจึงไม่ได้คิดอะไร

ทีนี้ความเหนื่อยเริ่มอยู่ยาว แล้วพี่เพิ่งหายจากไข้เลือดออก เป็นความโชคดีมากก็เลยไปตรวจเลือด แล้วหมอเจอว่า เป็น SLE วิธีการสังเกต SLE จะยากตรงที่ถ้าเราแขนหักขาหักเรารู้ใช่ไหม แต่ SLE คือความรู้สึกล้วน ๆ แล้วพี่ไม่มีผื่นด้วย บางคนจะเป็นผื่นขึ้นที่ผิดปกติ มีอาการปวดข้อ แต่เราไม่เป็นและไม่ปวดแค่เหนื่อยอย่างเดียว

ตั้งแต่นั้นรักษาเรื่อย ๆ เลือกวิธีที่จะเป็นการดูแลสุขภาพเพื่อความยั่งยืน ก็คือไม่ได้กินสเตียรอยด์เลือกที่จะใช้ยาทางเลือก เลือกที่จะดูแลตัวเองเรื่องการกิน เรื่องการดูแลตัวเองมากกว่าก็จะมีผลบ้างกับเรื่องบางอย่างเช่น ทำหัตถการ Laser บางตัวจะทำไม่ได้หรือที่เป็นแบบฉีดก็จะทำไม่ได้เลย จะใช้เน้นเป็นพวกเครื่องเอารวมถึงครีมบำรุงผิว

เป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าและฝากคำสอนถึงรุ่นน้อง ?

“ยังมีการแสดงอยู่และหนังสือต้องเสร็จสิ้น ในช่วง 5 ปีนี้จะเป็นผู้หญิงที่มีความสุข ในวัยที่เราเป็น ตอนนี้อยากมีความสุขแค่นั้น อยากให้ชีวิตเรียบง่าย ไม่อยากผจญภัยเหมือนตอนเด็ก ๆ อีกแล้วค่ะ ทาครีมเยอะ ๆ อยากให้รักในสิ่งที่ทำเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ อย่างตอนนี้เวลาโดนัทเจอน้อง ๆ ที่เพิ่งเข้าวงการหรือเพิ่งเริ่มเป็นนักแสดง บางทีเขาก็ท้อไม่เจอบทที่สนุก ต้องใช้เวลา แต่ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำอยู่โดนัทเชื่อว่าทุกคนมีเวลาแล้วก็ต้องอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นมาได้ต้องไม่หยุดพยายามค่ะ”

เป้าหมายในอนาคตที่วางไว้ร่วมกัน ?

“ตอนนี้อยากมีลูกอีกคนหนึ่งเป็น ลูกสุนัข เป็นเป้าหมายถัดไป แล้วก็อยากสุขภาพแข็งแรงมีแรงเดินทางด้วยกัน ได้ทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกันแบบนี้ สิ่งสำคัญยังอยากได้ยินคนที่ดูคลิปเราเดินมาบอกว่า “เขาดูคลิปเรา 2 คนแล้วมีความสุขค่ะ”.

ติดตาม “PrimeCast” ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน