เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 พ.ย. ม.จ.จุลเจิม ยุคล ทรงเป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 30 ทรงกราบหน้าพระโกศพระบรมศพ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 11 พ.ย.

 

เวลา 07.30 น. สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. หลังสำนักพระราชวังปิดการเข้าสักการะพระบรมศพสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 21.00 น. ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 31,002 คน รวม 14 วัน มี 407,328 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,538,860 บาท รวม 14 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 26,907,075 บาท

s__8913028
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันที่ 15 ที่มีพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเฝ้ารอต่อคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีอย่างเป็นระเบียบ ในเวลา 05.00 น. จากนั้นได้เปลี่ยนทางเข้าเป็นประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี โดยประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพต่างอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ หลายคนกอดพระบรมฉายาลักษณ์ที่นำมาจากบ้านไว้แนบอก ซึ่งหลังจากเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมโกศพระบรมศพ พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

 

บรรยากาศของการเข้ากราบพระบรมศพ นายพิภพ เลไธสง อายุ 58 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี พิการขาและแขนลีบมาแต่กำเนิด หัวหน้ากลุ่มพัฒนาอาชีพคนพิการ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า กลุ่มพัฒนาอาชีพคนพิการได้โยกรถออกจากหน้าโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. เวลา 09.00 น. ประกอบด้วย รถโยก 9 คัน วีลแชร์ 1 คัน และคนตาบอด 1 คน มาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ทุ่ม โดยมีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คอยอำนวยความสะดวก พวกเราอยากให้พระองค์รับรู้ว่า แม้จะเป็นคนพิการ แต่พวกเราก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อคนไทยมามาก พระองค์ทรงเข้าถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยไม่เลือกปฏิบัติ

 

“เมื่อก่อน จ.ปราจีนบุรี มีน้ำท่วมทุกปี แต่ด้วยน้ำพระทัยที่ได้พระราชทานโครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี โดยก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง ทำให้น้ำไม่ท่วมมาประมาณ 3 ปีแล้ว ซึ่งช่วงที่น้ำท่วมก็เคยได้รับถุงยังชีพพระราชทาน ระหว่างทางไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อใจเลย แม้พวกเราจะไม่ได้ขึ้นไปกราบสักการะพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แต่แค่ได้กราบสักการะอยู่ด้านล่างก็รู้สึกซาบซึ้งใจแล้ว พวกเราได้อธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย”นายพิภพ กล่าว

s__8913032
ด้านนายสมเกียรติ แซ่โง้ว อายุ 83 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี ที่มาสักการะพระบรมศพเพียงคนเดียว กล่าวว่า เมื่อคืนตนขึ้นรถไฟฟรีจาก อ.ท่าชนะ ในเวลาประมาณ 19.00 น. มาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงประมาณ 04.00 น. แล้วนั่งรถเมล์มาถึงสนามหลวงประมาณ 08.00 น. แม้จะเดินทางมาคนเดียวก็ไม่รู้สึกกลัวและไม่เหนื่อยเลย เพราะคิดอย่างเดียวว่าต้องมากราบสักการะพระบรมศพพระองค์ให้ได้ คืนนี้ตนจะนอนค้างที่หัวลำโพง เพื่อรอรถไฟฟรีกลับสุราษฎร์ธานีในวันพรุ่งนี้

 

“ลุงรักพระองค์มาก พระองค์ทรงงานหนักมาตลอดพระชนมชีพ แม้ในถิ่นทุรกันดารก็เสด็จพระราชดำเนินไป ครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ อ.พุนพิน ลุงเคยไปรับเสด็จฯ รู้สึกประทับใจมากที่ไม่ทรงทิ้งประชาชน ตอนที่ทราบว่าพระองค์สวรรคตก็เสียใจร้องไห้ เวลานึกถึงก็จะน้ำตาไหลทุกครั้ง และจะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ทุกคืนก่อนนอน ลุงได้อธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ” นายสมเกียรติกล่างอย่างตื้นตัน

 

ส่วนน.ส.สุพัตรา โปรดสูงเนิน อายุ 41 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ที่มาสักการะพระบรมศพพร้อมบิดา มารดา ลูกสาว และลูกชาย กล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า ทางบริษัทที่ตนทำงานอยู่ได้จัดรถบริการคนที่จะมาสักการะพระบรมศพ โดยออกเดินทางตั้งแต่เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 11 พ.ย. และมาถึงวันนี้เวลา 04.00 น. แม้จะเหนื่อย แต่รู้สึกเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยมาตลอดพระชนชีพ ทุกครั้งที่ทราบว่าพระองค์มีพระอาการประชวร ตนจะอธิษฐานขอให้พระองค์หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว แต่ครั้งนี้กลับไม่มีปาฏิหาริย์แล้ว

 

“ดิฉันเสียใจมากที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยได้เห็นพระองค์ ได้แต่ติดตามข่าวพระราชกรณียกิจ เมื่อทราบว่าพระองค์สวรรคตก็เสียใจมาก ไม่อยากให้มีวันนี้ แต่เราก็หลีกหนีสัจธรรมไม่ได้ ดิฉันเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้คนไทยรักกันมากขึ้น ดิฉันดีใจที่ได้เกิดในรัชกาลนี้ และจะเดินรอยตามพระยุคลบาท” น.ส.สุพัตรา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน