“เสถียร จันทิมาธร”
สํานวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า ฝ่ายกวนเป๋งเห็นธงสัญญาณก็ขับให้ทหารแจวเรือรบทั้ง 10 ลำ รีบเข้าไปให้ถึงหน้าค่าย
กวนอูนั้นทำเป็นเมาแกว่งง้าวอยู่มือหนึ่ง มือหนึ่งยึดเอามือโลซกแล้วว่า
“ท่านหามากินโต๊ะนี้ก็ชอบใจแล้วแต่เหตุใดจึงเอาการเมืองเกงจิ๋วมาว่าด้วยเล่า บัดนี้เราก็เมาสุราอยู่ แม้ไม่คิดถึงว่าได้รักกันมาแต่ก่อนก็จะขัดเคืองกันเสีย เราจึงอุตส่าห์ระงับโทสะไว้ เราจะลาท่านไปก่อนต่อวันอื่นเราจึงจะเชิญท่านไปกินโต๊ะที่เมืองเกงจิ๋วบ้าง”
แล้วดึงมือโลซกออกมานอกค่าย
ฝ่ายกำเหลง ลิบอง ซึ่งคุมทหารซุ่มอยู่นั้นครั้นเห็นกวนอูถือง้าวจูงมือโลซกออกมาครั้นจะเข้าทำอันตรายตามสัญญาก็เกรงกวนอูจะฆ่าโลซกเสีย
กวนอูครั้นพาโลซกมาถึงริมตลิ่งจึงว่า “เราขอบใจท่านนัก ค่อยอยู่จงดีเถิด”
ว่าแล้วก็วางมือโลซกเสีย ลงเรือให้ทหารชักใบกลับไปถึงเมืองเกงจิ๋ว
สำนวน วรรณไว พัธโนทัย บรรยายว่า ฝ่ายโลซกใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพลันถูกกวนอูลากไปจนถึงริมฝั่งน้ำ ขณะนั้นลิบองกับกำเหลงจะยกทหารออกมาพอเห็นกวนอูถือง้าวอยู่ในมือและอีกมือหนึ่งก็ยึดตัวโลซกไว้ จึงไม่กล้าสั่งการสังหารกวนอูด้วยเกรงว่าโลซกจะเป็นอันตราย
ครั้นกวนอูมาถึงฝั่งแม่น้ำจึงปล่อยตัวโลซกแล้วก้าวขึ้นไปยืนที่หัวเรือกล่าวคำอำลา โลซกตกตะลึงยืนตาค้าง มองดูเรือของกวนอูแล่นฉิวไปตามลม
สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายต่อว่า โลซกก็กลับมาค่ายจึงให้หากำเหลง ลิบอง เข้ามาปรึกษาว่า “เราคิดอ่านจะทำร้ายกวนอูก็ไม่สมคิด เราจะทำประการใดอีกเล่า”
ลิบองจึงว่า “ท่านจงแต่งหนังสือบอกไปถึงซุนกวนว่า ซึ่งจะทำร้ายกวนอูนั้นไม่สมความคิด ขอให้จัดแจงทหารยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วใหม่ แลการข้างปากน้ำนี้ท่าน จงรักษาไว้”
โลซกเห็นชอบด้วย
ซุนกวนแจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธจึงจัดแจงเกณฑ์ทหารสิ้นทั้งเมืองกังตั๋งเตรียมไว้จะยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว พอม้าใช้ฝ่ายเหนือมาแจ้งข้อราชการว่า
“บัดนี้โจโฉเกณฑ์ทหารได้ประมาณ 30 หมื่น จะยกมาตีเอาเมืองกังตั๋ง”
ซุนกวนแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงให้แต่งหนังสือบอกข้อราชการฝ่ายเหนือไปถึงโลซกว่า “เราจะยกไปตั้งรับโจโฉอยู่ตำบล หับหุย ให้โลซกตั้งรักษาปากน้ำเมืองเราให้มั่นคง”
แล้วซุนกวนจึงให้ทหาร ยกไปตั้งขัดทัพอยู่ที่ตำบล ยี่สู
ซุนกวนนั้นก็ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ตำบลหับหุยหวังจะรับกองทัพโจโฉ ขณะเดียวกัน แม้โจโฉตระเตรียม จะเข้าตีเมืองกังตั๋ง แต่ก็ ใช่ว่าจะดำเนินไปด้วยความราบรื่น อย่างน้อยก็มีโปหั้น ที่ปรึกษาได้มีหนังสือทัดทาน
ปรากฏตามสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ดังนี้
ข้าพเจ้าโปหั้นขอแสดงความคารวะมายังท่าน โบราณว่าไว้จะทำการศึกสงครามนั้นต้องทำนุบำรุงทแกล้วทหารให้พรักพร้อมเสียก่อน จะปกครองบ้านเมืองก็ต้องมีคุณธรรมอันล้ำเลิศ หากการทหารพรักพร้อม และการปกครองก็พร้อมด้วยคุณธรรมดี แม้การจะยากสักเพียงไรย่อมสำเร็จ
อันหัวเมืองทั้งปวงในใต้หล้าซึ่งเป็นจลาจลอยู่ในอดีตนั้นท่านก็ปราบได้ถึง 9 ใน 10 ส่วนแล้วยังเหลือเพียงส่วนเดียว คือ เมืองง่อกับเมืองจก
อันเมืองง่อนั้นหนทางกันดารนักมีแม่น้ำแยงซีเกียงขวางกั้น ส่วนเมืองจกนั้นก็ยากจะทำการได้โดยสะดวก เพราะมีซอกห้วยเนินเขาสลับซับซ้อนมากมาย ข้าพเจ้าเห็นว่าควรเสริมสร้างคุณธรรมในการปกครองให้บริบูรณ์ เลี้ยงดูทหารและฝึกปรือให้เข้มแข็งไว้ให้พร้อมก่อนจึงค่อยลงมือกระทำการ
ซึ่งท่านจะยกทัพนับแสนไปรบ ณ บัดนี้ต้องไปตามแม่น้ำแยงซีเกียง หากข้าศึกอาศัยภูมิประเทศที่กันดารซุ่มซ่อนทหารไว้ทัพของเราย่อมไม่สามารถจะรุกคืบหน้าไปได้โดยรวดเร็ว อานุภาพของท่านจะไม่อาจสำแดงให้ปรากฏได้ จะทำให้กองทัพของท่านหมดสง่าราศีลงไปเป็นแน่แท้
ขอท่านจงตรึกตรองใคร่ครวญเรื่องนี้ให้จงดีก่อนเถิด
โจโฉอ่านคำเตือนด้วยความปรารถนาดีของโปหั้น ที่ปรึกษา แล้วก็ระงับความตั้งใจที่จะยกทัพไปตีปักษ์ใต้ จึงให้ตั้งสถานฝึกอบรมทหารขึ้นหมายจะเร่งรัดสร้างกองทัพให้เข้มแข็ง
ความดำริในการจะยกไปตีง่อก๊กของโจโฉเกิดจากอะไร
ตอบได้เลยว่าเกิดจาก “การข่าว” ที่เห็นง่อก๊กกับจกก๊กเริ่มมีปัญหาอีกในกรณีเมืองเกงจิ๋ว เริ่มจากจูกัดกิ๋น ตามมาด้วยโลซก
จึงคิดจะ “ฉวยโอกาส” ในท่ามกลาง “ความขัดแย้ง” ที่ดำรงอยู่
แต่บังเอิญได้รับการทัดทานจาก โปหั้น ที่ปรึกษา ขณะเดียวกัน ฝ่ายของ ง่อก๊ก ซุนกวนก็ตระเตรียมรับมืออย่างเต็มที่