“จิ้งหรีด” เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ส่งเสริมให้เป็นอาหารชนิดใหม่สำหรับประชากรในอนาคต หรือ Novel Food ที่เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีคุณค่าทางอาหารสูง

โดย นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในประเทศไทยพบว่า จ.สุโขทัยเป็นแหล่งผลิตแมลงเศรษฐกิจจิ้งหรีดที่สำคัญของภาคเหนือ

หลากหลาย

ธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์

 

เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้น เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจิ้งหรีด อีกทั้งเกษตรกรยังได้รับการส่งเสริมรวมกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อผลิตจิ้งหรีดให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานนอกสังกัด กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” จ.สุโขทัย

หลากหลาย

สินค้า “จิ้งหรีด” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจิ้งหรีดแปลงใหญ่ชุติกาญจน์ ต.ท่าชัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นกลุ่มต้นแบบที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ ได้รับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด GAP เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

เป็นการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ตามหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หลากหลาย

สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจิ้งหรีดแปลงใหญ่ชุติกาญจน์เริ่มดำเนินการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ ภายใต้นโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจฯ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2562 โดยมี นางชุติกาญจน์ เจื้อยแจ้ว เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มจำนวน 36 ราย พื้นที่เลี้ยงรวม 223 ไร่

ด้านสถานการณ์การผลิต เกษตรกรนิยมเลี้ยง 3 สายพันธุ์ ได้แก่ จิ้งหรีดขาว (สะดิ้ง) จิ้งหรีดทองดำ และจิ้งโกร่ง เนื่องจากเป็นพันธุ์ทางการค้า ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้นได้ผลตอบแทนเร็ว

หลากหลาย

ลักษณะการเลี้ยงแบ่งเป็น เลี้ยงในโรงเรือนรวมของกลุ่ม โดยเลี้ยงในโรงเรือนที่ปิดมิดชิด จะควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนให้อยู่ที่ 29-33 องศาเซลเซียส กระบะเลี้ยงต้องไม่มีรูรั่ว ติดเทปกาวบนขอบกระบะเพื่อป้องกันจิ้งหรีดออก และใช้มุ้งคลุมบนกระบะ โดยภายในกระบะจะเรียงแผงไข่ไว้ จัดพื้นที่สำหรับให้อาหาร ให้น้ำเป็นการเฉพาะ

และบางส่วนเลี้ยงที่บ้านของเกษตรกร โดยใช้กล่องเลี้ยงจิ้งหรีดจากไม้อัดขนาดประมาณ 1.20 x 2.40 เมตร อาหารจิ้งหรีด ได้แก่ อาหารข้น (รำข้าว)/อาหารสำเร็จรูป ผสมกับพืชผักต่างๆ ที่เกษตรกรปลูกเองแบบปลอดสารพิษ

หลากหลาย

หลากหลาย

การเก็บผลผลิต หลังนำแผงไข่ไปเรียงไว้ประมาณ 7-9 วันไข่จะเริ่มฟักเป็นตัว และเลี้ยงต่อไปอีก 45 วันแล้วจึงจับขาย โดยในระยะเวลา 1 ปีสามารถเลี้ยงจิ้งหรีดได้ 6 รุ่น โดยในปี 2567 จิ้งหรีดทั้ง 3 สายพันธุ์ของกลุ่มให้ผลผลิตรวม 24 ตัน/ปี

ราคาที่เกษตรกรขายได้ (ราคา ณ 25 เม.ย. 2568) แบ่งเป็นราคาขายส่ง เฉลี่ยอยู่ที่ 85 บาท/กิโลกรัม ราคาปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 120 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 79,000 บาท/ปี หรือ 13,167 บาท/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 62,682 บาท/ปี หรือ 10,477 บาท/รุ่น

หลากหลาย

ด้านสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ 95% สมาชิกกลุ่มจำหน่ายจิ้งหรีดสดให้กับหจก.ฟาร์มจิ้งหรีดชุติกาญจน์ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า และอีก 5% จำหน่ายให้กับพ่อค้ารับซื้อ

ด้านการจัดการฟาร์มหลังเก็บผลผลิต เกษตรกรจะนำแผงไข่และอุปกรณ์ต่างๆ ไปทำความสะอาด และฆ่าเชื้อก่อนนำมาบรรจุไข่จิ้งหรีดเพื่อเลี้ยงรอบต่อไป

สำหรับมูลจิ้งหรีดที่เหลือได้นำไปแปรรูปเป็นมูลจิ้งหรีดอัดเม็ดจำหน่าย บางส่วนจะแบ่งปันกันระหว่างสมาชิกกลุ่มเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ พืชผักสวนครัว ที่จะนำมาใช้เป็นวัตดุดิบอาหารของจิ้งหรีด เพื่อลดต้นทุนการผลิตด้านอาหาร อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษ

หลากหลาย

ซึ่งกระบวนการเลี้ยงจิ้งหรีดล้วนเป็นการปฏิบัติตามกรอบแนวคิด BCG Model ที่สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้ในแปลงใหญ่จิ้งหรีด

ได้แก่ การใช้เครื่องจักรกลเพื่อต้มสุกและอบแห้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ลดเวลา รักษาสิ่งแวดล้อม) การสร้างเครื่องฆ่าเชื้อแผงไข่ระบบปิดใช้เองในฟาร์ม การเจาะรูท่อน้ำพันด้วยผ้าซับน้ำที่มีความชุ่มชื้นตลอดไว้ให้จิ้งหรีดกิน ช่วยลดการตกน้ำตายของจิ้งหรีดในลังและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุจากความไม่สะอาด

จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียง 45 วัน นับได้ว่าเป็นอีกอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มคนสูงวัยที่ไม่สามารถออกไปทำงานในแปลงเกษตรได้

หลากหลาย

อีกทั้งใช้พื้นที่เลี้ยงไม่มาก ใช้น้ำน้อย สภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจิ้งหรีดมาก และจิ้งหรีดจะเลือกกินเฉพาะอาหารที่ปลอดภัยเท่านั้น เพราะหากได้รับสารพิษจิ้งหรีดจะตายทันที

จึงอาจกล่าวได้ว่า การเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นการสนับสนุนการผลิตพืชอาหารที่ปลอดภัย สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จิ้งหรีดจึงได้รับการยกย่องให้เป็นปศุสัตว์รักษ์โลก ซึ่งยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย BCG Model อีกด้วย

หากสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตจิ้งหรีดสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2658 หรืออีเมล [email protected]

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน