NIA เผยสตาร์ทอัพไทยโตแรง ขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน ประกาศปี 69 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” ปั้นยูนิคอร์น AI ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาเซียน
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand Startup Ecosystem Update 2026” ภายในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) โดยเปิดเผยว่า ระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก โดยอยู่ในอันดับ 49 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากเวียดนาม อีกทั้ง NIA ยังประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” (The Year of Investment) เพื่อเร่งสร้างสตาร์ตอัปศักยภาพสูงและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของอาเซียน
ดร.กริชผกา กล่าวว่า บรรยากาศตลอดการจัดงาน SITE 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมนวัตกรรมและสตาร์ตอัประดับประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยในช่วงปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่สตาร์ตอัปกว่า 300 บริษัท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) เทคโนโลยีอาหาร (FoodTech) เทคโนโลยีสุขภาพและการแพทย์ (MedTech/HealthTech) และเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม (ClimateTech) รวมถึง AI และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

“ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับในดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก มาอยู่ที่อันดับ 49 และเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากเวียดนาม” ดร.กริชผกา กล่าว
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองหลักของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย โดยอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 76 ของโลก ขยับขึ้น 5 อันดับจากปีก่อน และครองอันดับ 1 ของภูมิภาคด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยีการแพทย์ รวมถึงอันดับ 2 ด้านเทคโนโลยีการเกษตร สะท้อนบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางสตาร์ตอัป เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยยังเริ่มขยายตัวสู่เมืองสำคัญทั่วประเทศ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรปราการ สะท้อนการเติบโตที่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองหลวง

ดร.กริชผกา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์นแล้ว 4 ราย และเชื่อมั่นว่า ยูนิคอร์นรายที่ 5 ของประเทศจะเกิดจากธุรกิจด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก
พร้อมกันนี้ NIA ได้ประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” (The Year of Investment) โดยภาครัฐจะปรับบทบาทจากการสนับสนุนเงินแบบให้เปล่า (Grant) ไปสู่การร่วมลงทุน (Co-investment) มากขึ้น ผ่านการจัดตั้งกองทุนในรูปแบบ Holding Company หรือ PE Trust เพื่อร่วมลงทุนกับกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) รวมทั้งมีนโยบายสนับสนุนการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน โดยให้เงินสนับสนุนสูงสุด 10 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล
“แม้ NIA จะมีบุคลากรเพียงร้อยกว่าคน แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของอาเซียน และสนับสนุนให้สตาร์ตอัปไทยก้าวสู่ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง ออสเตรีย หรือประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยให้แข็งแกร่ง และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ อย่างแท้จริง” ดร.กริชผกา กล่าว