การก้าวขึ้นสู่เวทีเอเชียนเกมส์ของนักกีฬาทีมชาติไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการฝึกฝนอย่างหนักที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความเหนื่อยล้า ความกดดัน รวมถึงวันที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังและกลับมาลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทุกครั้งที่ลูกเหล็กถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ หรือเรือพุ่งผ่านสายน้ำในสนามแข่งขัน จึงมีเรื่องราวและความพยายามอีกมากมายซ่อนอยู่เบื้องหลัง
สำหรับทัพนักกีฬาไทย เอเชียนเกมส์ 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ แต่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความพยายาม และโอกาสที่จะเปลี่ยนความฝันของนักกีฬาคนหนึ่งให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งประเทศ
ตลอดเส้นทางดังกล่าว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงสนับสนุนวงการกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกีฬายกน้ำหนักและกีฬาเรือพาย ตั้งแต่การค้นหาและพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่ การสนับสนุนการฝึกซ้อม บุคลากร และสถานที่ ไปจนถึงการผลักดันนักกีฬาให้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสให้นักกีฬาไทยได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งสำคัญ
จากบาร์เบลแรกในวันนั้น สู่ความหวังบนเวทีเอเชียนเกมส์

หนึ่งในนักกีฬาที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้คือ “เวฟ” วีรพล วิชุมา นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย วัย 22 ปี ซึ่งเส้นทางของเขาเริ่มต้นจากความชื่นชอบในการเล่นกีฬา ก่อนจะได้รู้จักกีฬายกน้ำหนักโดยบังเอิญ จากเด็กชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่รู้สึกแปลกใหม่เมื่อเห็นบาร์เบลเป็นครั้งแรก เขาค่อยๆ เรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักกีฬาความหวังของทีมชาติไทย
การใช้ชีวิตในศูนย์ฝึกยกน้ำหนัก กฟผ. จังหวัดเชียงใหม่ จึงไม่ได้มีเพียงการฝึกยกลูกเหล็กเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการดูแลเรื่องอาหาร การพักผ่อน และการฟื้นฟูร่างกายจากโปรแกรมฝึกซ้อมที่หนักหน่วง ขณะเดียวกัน ก่อนขึ้นเวที เวฟ เล่าว่าเขาจะใช้เวลาทำสมาธิ ทบทวนท่ายก และพยายามปล่อยความคิดให้ว่าง เพื่อให้ตัวเองจดจ่ออยู่กับการแข่งขันตรงหน้า โดยมีเป้าหมายในระยะยาวคือการพาตัวเองไปให้ถึงโอลิมปิกเกมส์ 2028
“ไอดอลของผมคือตัวผมเอง ผมอยากทำวันนี้ให้ดีกว่าเดิม และอยากไปให้ถึงโอลิมปิก 2028” เวฟ กล่าว

เช่นเดียวกับ “ออย” สุรจนา คำเบ้า นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย ที่เริ่มต้นเส้นทางจากการเป็นเด็กซึ่งชื่นชอบการเล่นกีฬาหลายชนิด ก่อนที่ครูพลศึกษาจะมองเห็นศักยภาพและชักชวนให้เข้าสู่กีฬายกน้ำหนัก วันแรกของการฝึกซ้อม เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร จึงต้องฝึกท่าสแนตช์และคลีนแอนด์เจิร์กด้วยท่อพีวีซีอยู่นานนับเดือน ก่อนจะได้สัมผัสบาร์เหล็กจริง และก้าวเข้าสู่การฝึกซ้อมอย่างจริงจัง
จากวันนั้นออยต้องฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นสัปดาห์ละ 6 วัน พร้อมมีนักจิตวิทยาการกีฬาและนักกายภาพบำบัดคอยดูแล เพื่อให้พร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยสำหรับเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ เป้าหมายของเธอคือการคว้าเหรียญรางวัลกลับมาให้คนไทย ซึ่งแรงผลักดันสำคัญยังมาจากครอบครัวและชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการเล่นกีฬา
“เวลาท้อหนูจะคิดถึงครอบครัว กีฬายกน้ำหนักทำให้หนูมีงานมีรายได้ดูแลครอบครัว และมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนขึ้น ทุกวันจึงต้องทำให้เต็มที่ ขอบคุณ กฟผ. ที่สนับสนุนกีฬายกน้ำหนักมาโดยตลอด เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ฝากคนไทยช่วยเป็นกำลังใจให้นักยกน้ำหนักและนักกีฬาไทยทุกคนด้วยนะคะ” ออย กล่าว

ด้าน พลอากาศโท วัฒนชัย เจริญรัตน์ กรรมการบริหารและประธานฝ่ายเตรียมนักกีฬา สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอเชียนเกมส์ถือเป็นเสมือน “เวทีระดับโลกขนาดย่อม” เนื่องจากนักยกน้ำหนักระดับแนวหน้าของโลกจำนวนมากอยู่ในทวีปเอเชีย การเตรียมนักกีฬาจึงต้องให้ความสำคัญทั้งการฝึกซ้อม โภชนาการ และการวิเคราะห์คู่แข่ง เพื่อให้พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่มีความเข้มข้นสูง
พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงบทบาทของ กฟผ. ที่เข้ามาสนับสนุนกีฬายกน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับสมาคมฯ มาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อผลักดันและพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่ให้มีโอกาสก้าวขึ้นสู่เวทีนานาชาติ รวมถึงวางเป้าหมายการพัฒนานักกีฬาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงโอลิมปิกเกมส์ 2028
ฝีพายไทยเร่งเครื่อง รับมือสนามจริงก่อนลุยนาโกย่า
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งทัพนักกีฬาที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับเอเชียนเกมส์ครั้งนี้คือ ทีมเรือพายไทย ซึ่งจะลงแข่งขันทั้งเรือกรรเชียง เรือแคนูคยัค และเรือแคนูสลาลอม โดยนักกีฬาเรือกรรเชียงส่วนหนึ่งเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้คุ้นเคยกับสภาพสนามที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่น ส่วนทีมแคนูคยัคและแคนูสลาลอมยังคงฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นที่ศูนย์ฝึกกีฬาเรือพายราชนาวี จังหวัดระยอง พร้อมนำวิทยาศาสตร์การกีฬา นักจิตวิทยา และผู้ฝึกสอนต่างชาติเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพของนักกีฬา

หนึ่งในนั้นคือ “แพทตี้” จารุวรรณ เนียมทอง นักกีฬาเรือแคนูสลาลอมทีมชาติไทย ซึ่งรู้จักกีฬาเรือพายจากชมรมในโรงเรียน ก่อนจะค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบความท้าทายของการพายเรือในสายน้ำเชี่ยว และพัฒนาตัวเองจนก้าวขึ้นมาสู่ทีมชาติ ปัจจุบันเธอฝึกซ้อมประมาณวันละ 6 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่ต้องอาศัยทั้งความแข็งแกร่ง ไหวพริบ การตัดสินใจ และความมั่นคงทางจิตใจ โดยตั้งเป้าหมายติด 1 ใน 3 เพื่อคว้าเหรียญรางวัลกลับประเทศไทย
“ความมั่นใจสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราทำท่าต่างๆ ได้อย่างเต็มร้อย หนูจะพยายามไม่ให้ตัวเองพลาด และทำให้เต็มที่ที่สุด” แพทตี้ กล่าว
ส่วน “แบงค์” พิตรพิบูล มหาวัฒนางกูร นักกีฬาเรือแคนูคยัคทีมชาติไทย ซึ่งกำลังจะลงแข่งขันเอเชียนเกมส์เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งนี้เขานำประสบการณ์จากการแข่งขันที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพลาดเหรียญรางวัลไปเพียงเสี้ยววินาที มาเป็นบทเรียนสำคัญในการกลับมาแก้ไขจุดอ่อนและเพิ่มความแข็งแกร่ง เพื่อขยับตัวเองเข้าใกล้เหรียญรางวัลให้ได้มากที่สุด
เส้นทางของแบงค์เริ่มต้นจากคำขอของแม่ที่อยากให้ลูกชายเล่นกีฬา แม้ในวัยเด็กเขายังไม่รู้ว่ากีฬาชนิดนี้จะพาตัวเองไปได้ไกลเพียงใด แต่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของการฝึกซ้อม กีฬาเรือพายกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเขา ทั้งทำให้มีอาชีพ มีรายได้ และมีโอกาสดูแลครอบครัว จนวันนี้เขาพร้อมกลับมาแข่งขันในเอเชียนเกมส์อีกครั้ง
“เมื่อก่อนผมแทบไม่มีอะไร แต่กีฬาเรือพายทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำให้ผมมีอนาคตอย่างที่แม่เคยหวังไว้ ผมรับรู้ถึงการสนับสนุนของ กฟผ. มาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นทีมชาติ จนถึงวันนี้ กฟผ. ก็ยังคอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ทุกคนเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ ฝากคนไทยเป็นกำลังใจให้นักกีฬาไทยทุกคนด้วย ส่วนผมจะทำผลงานให้ดีที่สุดครับ” แบงค์ กล่าว

สำหรับการเตรียมทีมในครั้งนี้ พลเรือโท นฤพล เกิดนาค นายกสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักกีฬามีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะทีมแคนูสลาลอมที่ได้ฝึกซ้อมในสนามจำลองซึ่งมีสภาพใกล้เคียงกับสนามแข่งขันจริงในนาโกย่า รวมถึงได้อดีตแชมป์โลกชาวสเปนเข้ามาช่วยพัฒนาทักษะ ทำให้ผลงานและสถิติของนักกีฬาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกสมาคมฯ ระบุอีกว่า “หัวใจสำคัญไม่ได้มีเพียงความแข็งแกร่ง แต่ยังรวมถึงความมั่นใจว่าเราสามารถเอาชนะได้ เราจึงนำหลักจิตวิทยามาช่วยหล่อหลอมให้นักกีฬามีหัวใจของนักสู้ พร้อมลงสนามเพื่อคว้าชัยชนะกลับมาให้ประเทศไทย ตลอดเส้นทางนี้ กฟผ. อยู่เคียงข้างสมาคมฯ มาตั้งแต่ปี 2555 ตั้งแต่การจัดการแข่งขันเพื่อค้นหานักกีฬารุ่นใหม่ การพัฒนาผู้ฝึกสอนและบุคลากร ไปจนถึงการสนับสนุนสถานที่ฝึกซ้อม สนาม และที่พัก”
เพราะนักกีฬาทีมชาติไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ผ่านการคัดตัว แต่เติบโตจากโอกาสที่ได้รับตั้งแต่วันที่ได้ลองเล่นกีฬา ได้ลงแข่งขัน ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง การสนับสนุนของ กฟผ. จึงไม่ได้อยู่เพียงในวันที่นักกีฬาก้าวขึ้นสู่ทีมชาติ แต่ยังครอบคลุมไปถึงการสร้างรากฐานและโอกาสให้นักกีฬารุ่นใหม่ได้เดินต่อบนเส้นทางสายกีฬา
ส่งแรงใจให้ทัพไทย ก่อนสู้ศึกเอเชียนเกมส์ 2026
ทุกครั้งที่นักกีฬาไทยก้าวลงสนาม พวกเขาไม่ได้พกเพียงความหวังของตัวเอง แต่ยังมีความฝันของครอบครัว ทีมงาน และแรงใจจากคนไทยอีกจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง แม้เสียงเชียร์จะไม่ได้ช่วยยกบาร์เบลหรือทำให้เรือแล่นเร็วขึ้นในทันที แต่กำลังใจจากคนที่อยู่ทางบ้านคืออีกหนึ่งพลังที่ช่วยให้นักกีฬาก้าวลงสนามด้วยความมั่นใจ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เอเชียนเกมส์ 2026 ครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขอร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬายกน้ำหนัก นักกีฬาเรือพาย และนักกีฬาไทยทุกคน พร้อมชวนคนไทยร่วมเชียร์และติดตามการแข่งขัน
โดยทัพยกน้ำหนักไทยจะลงสนามตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่เรือกรรเชียงจะชิงชัย ระหว่างวันที่ 23 – 24 กันยายน 2569 เรือแคนูคยัค วันที่ 23 – 26 กันยายน 2569 และเรือแคนูสลาลอม วันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569
จากหยาดเหงื่อในสนามฝึก สู่วันที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งบนเวทีจริง ทุกก้าวของนักกีฬาไทยล้วนมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง และในวันที่พวกเขาก้าวลงสนามที่นาโกย่า อีกหนึ่งสิ่งที่อยู่เคียงข้างพวกเขาได้เสมอ คือเสียงเชียร์จากคนไทยทั้งประเทศ เพราะทุกแรงใจคือพลังให้นักกีฬาไทยเดินหน้าสู้เต็มที่ เพื่อคว้าความสำเร็จและความภาคภูมิใจกลับมาฝากคนไทยทุกคน