ในชีวิตประจำวัน การตัดสินใจเลือกบริโภคไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับราคา โปรโมชัน การสื่อสารการตลาด ตลอดจนรูปแบบสินค้าและบริการที่อยู่รอบตัว ปัจจัยเหล่านี้จึงมีส่วนกำหนดพฤติกรรมและสุขภาพของผู้คน ขณะที่ภาคธุรกิจก็มีเป้าหมายในการดำเนินงานและสร้างการเติบโตขององค์กร

เมื่อมองไปถึงระดับโครงสร้าง เวทีเสวนาหัวข้อ ‘อำนาจ กลยุทธ์และแนวปฏิบัติเชิงพาณิชย์และกลไกสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพ’ ในงาน NCDH 2026 โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จึงชวนขยับมุมมองนั้นให้กว้างขึ้น ตั้งแต่กลไกทางการตลาดที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภค การปรับตัวของภาคธุรกิจ ไปจนถึงกติกาการค้าและบทบาทของภาครัฐ เพื่อค้นหาวิธีที่เศรษฐกิจและสุขภาพสามารถเดินหน้าไปด้วยกัน

ศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การที่ภาคธุรกิจใช้กลไกทางการตลาดเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลไกเหล่านี้ก็มีส่วนกำหนดสภาพแวดล้อมและทางเลือกในการบริโภคของผู้คน จึงเป็นพื้นที่ที่ภาคธุรกิจและภาคสุขภาพสามารถเข้ามาทำงานร่วมกันได้

แนวคิด ESG จึงเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่สามารถนำมาขยายผล โดยเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม ตั้งแต่การลดมลพิษจากกระบวนการผลิต การดูแลสภาพแวดล้อมในการทำงาน ไปจนถึงการคำนึงถึงสุขภาวะของพนักงานและชุมชน ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นทั้งจากความต้องการของผู้บริโภคและการปรับตัวของผู้ผลิต เช่น เมื่อผู้บริโภคต้องการอาหารที่มีโซเดียมน้อยลง ก็สามารถส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไป

“ธุรกิจพยายามสร้างกลไกเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเป็นเรื่องปกติ แต่การที่นักวิชาการและสาธารณสุขเข้ามา คือการหาทางออกร่วมกันว่า เป็นไปได้ไหมที่จะพิจารณาเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้น แล้วมาช่วยกันออกแบบระบบเพื่อให้ทั้งสองเรื่องนี้ไปด้วยกันได้” ศ.ดร.นพพล เผย

นันท์ธิรัตน์ คล้ายคลึง นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

หากขยับจากระดับธุรกิจไปสู่ระดับนโยบาย นันท์ธิรัตน์ คล้ายคลึง นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า บริการด้านสุขภาพภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มีขอบเขตกว้างกว่าการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลหรือคลินิก โดยยังครอบคลุมบริการสนับสนุนสุขภาพ ประกันภัย ดิจิทัลเฮลท์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนา ทำให้การเจรจาการค้าต้องพิจารณาผลกระทบและเงื่อนไขในระบบสุขภาพควบคู่กันไป

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง การเปิดตลาด (Market Access) กับการกำกับดูแลภายในประเทศ (Domestic Regulation) โดยต้องพิจารณากฎหมายและเงื่อนไขของไทยควบคู่กัน เพื่อให้การเปิดรับการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกิดขึ้นภายใต้กรอบที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังสามารถกำหนดเงื่อนไขหรือสงวนสิทธิ์ในประเด็นที่จำเป็นต่อการคุ้มครองระบบสุขภาพ รวมถึงใช้หลักข้อยกเว้นทั่วไปเพื่อดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ สุขภาพประชาชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การเปิดเสรีทางการค้าจึงไม่ได้หมายถึงการเปิดตลาดโดยปราศจากการกำกับดูแล แต่เป็นการออกแบบกติกาที่เปิดรับโอกาสจากการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทางนโยบายของรัฐ เพื่อให้การพัฒนาบริการสุขภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลประโยชน์ของประชาชน

เวทีเสวนาในงาน NCDH 2026 ชวนมองว่า การจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์ไม่จำเป็นต้องเลือก ‘เศรษฐกิจหรือสุขภาพ’ หากแต่ออกแบบระบบให้ผู้บริโภคมีทางเลือก ภาคธุรกิจเติบโตและปรับตัวได้ ขณะที่ภาครัฐวางกติกาที่คำนึงถึงสุขภาพประชาชน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินคู่กับการสร้างสังคมสุขภาวะอย่างสมดุล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน