นักกฎหมายชี้คำพิพากษาระบุชัด “ปู่คออี้” เป็นคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมไม่ใช่ผู้บุกรุก

นักกฎมายชี้คำพิพากษาระบุชัดปู่คออี้เป็นคนกะเหรี่ยงดั้งเดิม

นักกฎหมายชี้คำพิพากษาระบุชัด “ปู่คออี้” เป็นคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมไม่ใช่ผู้บุกรุก หลังอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานให้สัมภาษณ์ไม่ตรงกับคำตัดสินของศาล

กรณีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 อุดรธานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้สัมภาษณ์หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ในคดีที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ บุกเผาทำลายบ้านเรือนชุมชนของกะเหรี่ยงบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน โดยศาลระบุว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และสั่งให้จ่ายเงินชดเชยเพิ่มจากเดิม 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทว่า น้อมรับคำพิพากษาที่ให้จ่ายค่าชดเชยเพิ่ม โดยในคำพิพากษาศาลระบุว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติปี 2504 ดำเนินการโดยชอบแล้ว แต่อาจมีความผิดพลาดในขั้นตอนปฏิบัติซึ่งถือเป็นบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบในเรื่องของเอกสาร มีการปิดประกาศ แจ้งเตือน การจะไปบอกโดยปากเปล่าคงไม่สามารถทำได้อีก

ปู่คออี้

อ่าน ‘ชัยวัฒน์’ ลั่น ‘ไม่จำเป็นต้องขอโทษกะเหรี่ยง’ เพราะเป็นผู้ที่บุกรุกป่า

อ่าน “ปู่คออี้” เศร้าศาลไม่ให้กลับคืนถิ่นเกิด แต่ชี้เจ้าหน้าที่บุกเผาบ้าน ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจำเป็นต้องขอโทษชาวปกาเกอะญอ เพราะเป็นผู้ที่บุกรุกผืนป่า และศาลปกครองสูงสุดก็ชี้ขาดแล้วว่าบุกรุกจริง ไม่ให้กลับไปอยู่ในพื้นที่เดิมอีก การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการรักษาธรรมชาติ และพร้อมที่จะถูกสอบวินัยกรณีที่ทำให้รัฐเสียหายจากการต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว อีกทั้งหากมีการนำเรื่องไปฟ้องศาลอาญาก็พร้อมสู้คดีต่อไป

ขอโทษคงไม่ขอโทษ คิดว่าเรื่องนี้ใครก็รู้ว่าใครบุกรุกป่า คำพิพากษาวันนี้ผมภูมิใจที่ต่อไปจะไม่มีใครสามารถบุกรุกป่าแก่งกระจานได้อีกแล้ว โดยเฉพาะ 6 คนนี้ ซึ่งในส่วนของผมทำอย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้ว และผมคิดว่าคนที่ฟ้องกรม อุทยานฯก็รู้ดีว่าตัวเองมีความผิดหรือไม่

มื้ออาหารที่แสนเรียบง่ายของคนป่า

อย่างไรก็ตามต่อประเด็นดังกล่าว สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่มุมมองต่อคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยระบุว่า การขอกลับคืนถิ่นฐานเดิมที่บ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผู้ฟ้องคดี (ปู่คออี้ พร้อมพวก 6 คน ) ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมต่อสู้มาตลอดทั้งในศาลปกครองกลาง ต่อเนื่องมาจนถึงศาลปกครองสูงสุด

ซึ่งแม้ศาลสุดท้ายศาลปกครองสูงสุดจะยอมรับว่า บ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินคือชุมชนดั้งเดิมของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

แต่ศาลปกครองสูงสุดก็ไม่อาจจะพิพากษาให้ชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมกลับไปอยู่บ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย เพราะพื้นที่พิพาทดังกล่าวถูกประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไปแล้ว และชาวบ้านก็ไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารมาแสดงว่าได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ศาลปกครองสูงสุดจึงออกคำบังคับในเรื่องนี้ให้ไม่ได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด หน้า 56)

ปัญหาเรื่องกฎหมายบุกรุกคน เป็นเรื่องที่มีการต่อสู้กันทางกฎหมายมาอย่างยาวนาน แม้หลายกรณีชาวบ้านจะพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าสงวน หรือเขตอุทยานก็ตาม แต่เมื่อปรากฎว่าพื้นที่เหล่านั้นถูกประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนหรืออุทยานแล้ว หากไม่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนจากรัฐให้อยู่ในพื้นที่ ชาวบ้านก็จะกลายเป็นคนผิดกฎหมาย เป็นคนบุกรุกป่า และต้องออกจากพื้นที่

เจ้าหน้าที่บุกเผาบ้าน และยุ้งข้าว

การพิสูจน์ในทางข้อเท็จจริงว่าอยู่มาก่อนโดยไร้เอกสารทางการที่อนุญาตให้อยู่อาศัยทำกินได้ ย่อมไม่ช่วยให้ชาวบ้านมีสิทธิอยู่อาศัยทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจช่วยได้อย่างมากก็เพียงให้ชาวบ้านรอดพ้นจากความผิดอาญาจากการเป็นผู้เจตนาบุกรุกป่า แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ชาวบ้านก็ต้องออกจากพื้นที่

ดังเช่น คดีชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านแม่อมกิ 2 คน ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าสงวน ที่แม้ศาลฎีกาจะพิพากษาว่าพวกเขาไม่มีความผิด เพราะในข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าพวกชาวบ้านทั้งสองอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าสงวน จึงไม่มีเจตนาบุกรุก แต่เมื่อพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแล้ว พวกเขาก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยต่อไป ต้องออกจากพื้นที่ (คำพิพากษาศาลฎีกาคดีแม่อมกิ )

 

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

บทความก่อนหน้านี้ปลาไหล3สี โผล่บ่อดิน คนขับแบคโฮช็อกเรื่องประหลาด จนไม่กล้ากลับไปทำงาน
บทความถัดไปကမ္ဘာ့ဖလား က သိသင့်သိထိုက်တဲ့ အချက် ၅ ချက်