กสศ. ร่วมกับธนาคารโลก เปิดรายงาน ‘ทักษะทุนชีวิต’ ชี้ 3 ทักษะพื้นฐานวัยแรงงานไทย ‘เขียนอ่าน – ดิจิทัล – อารมณ์’ ตกเกณฑ์
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เปิดผลวิจัยโครงการ ‘สำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565’ ซึ่งเป็นการวิจัยว่าด้วยประเด็น ‘ทักษะทุนชีวิต’ (Foundational skills) ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานไทย ช่วงอายุ 15-64 ปี ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และ EEC
นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ระบุว่า รายงานการวิจัยชิ้นนี้ เป็นการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ใน 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะการรู้หนังสือ ทักษะดิจิทิล ทักษะทางอารมณ์และสังคม
เป็นการประเมินขีดความสามารถของเยาวชนและประชากรแรงงานไทยมากกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เสมือนการประเมิน ‘PISA วัยแรงงาน’ โดยความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อสร้างมาตรฐานการประเมินระดับสากล รวบรวมประเด็นปัญหาให้ตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหรือส่วนต่าง ๆ จะได้นำไปปรับใช้ในเชิงนโยบาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาทักษะทุนชีวิตคนไทย เพิ่มรายได้และหลุดออกจากกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถของไทยในการแข่งขันระดับโลก
นายโคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก เปิดผลวิจัยโดยเน้นยํ้าถึงความสำคัญของทักษะทุนชีวิตว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ เปรียบเสมือนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เหมือนรากฐานตึกที่มั่นคงแข็งแรง ซึ่งทักษะทุนชีวิตไม่เพียงนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ แต่ยังรวมถึงการมีวุฒิภาวะของประชากรด้วย
ทั้งนี้ ทักษะทุนชีวิต (foundational skills) คือ ความสามารถด้านสมรรถนะที่เด็กและเยาวชน และประชากรวัยแรงงานจำเป็นต้องมี เพื่อเผชิญกับความท้าทายและใช้ประโยชน์จากโอกาสในศตวรรษที่ 21 อันประกอบไปด้วยลักษณะ 3 ประการคือ 1) พื้นฐาน (fundamental) 2) ก้าวหน้า (progressive) และ 3) ถ่ายทอดได้ (transformative)
การมีทักษะพื้นฐานของทุนชีวิตข้างต้นนั้น จะส่งผลต่อการทำงานในอนาคตด้วย โดยมี 3 องค์ประกอบดังนี้ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill)
เมื่อนำกรอบแนวคิดทักษะทุนชีวิตมาใช้ในการสำรวจเด็กและเยาวชน และประชากรวัยแรงงานตั้งแต่อายุ 15-64 ปี ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะหลายอย่าง เหมือนที่พบในหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน คือมีทักษะทุนชีวิตที่ ‘ตํ่ากว่าเกณฑ์’
นายโคจิ ระบุว่า เกือบ 2 ใน 3 หรือ ร้อยละ 64.7 ของเยาวชนและประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศไทยมีทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน การคำนวณอย่างง่ายต่ำกว่าเกณฑ์ (ไม่ใช่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้ แต่ต้องทำความเข้าใจ ประเมิน วิเคราะห์ได้) ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้นเพื่อแก้ปัญหาง่าย ๆ
เช่น การทำตามฉลากยา จำนวน 3 ใน 4 หรือร้อยละ 74.1 ประสบปัญหาในการใช้อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง (pointing device) และแป้นพิมพ์ (keyboard) บนคอมพิวเตอร์พกพา และไม่สามารถทำงานง่าย ๆ เช่น การค้นหาราคาที่ถูกต้องของสินค้าจากเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 30.3 ไม่มีแนวโน้มที่จะคิดริเริ่มการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นหรือเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ทำให้ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้
นอกจากนี้ บริบทเบื้องหลังของวิกฤตทักษะทุนชีวิตของไทย วางอยู่บนปัญหา 3 ประการคือ 1) หลักสูตร/โปรแกรม/การเรียนรู้ ที่เน้นแนวทางที่ใช้แล้วได้ผล ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง 2) ครู/อาจารย์ ไม่ได้รับการฝึกฝน ขาดทักษะการสอน และ 3) โอกาสในการเรียนรู้ โดยยังมีกลุ่มเปราะบางเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาส และเข้าไม่ถึงมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียม
ทั้งนี้ จุดเริ่มของวิกฤตทักษะทุนชีวิต เกิดขึ้นตั้งแต่การเรียนรู้ในระดับปฐมวัย ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในช่วงวัยอื่น ๆ รวมถึงการเรียนรู้ในช่วงวัยแรงงาน ดังนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) เน้นบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงท้องถิ่น เพื่อการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
สุดท้าย นายโคจิเน้นยํ้าว่า “ทักษะทุนชีวิต ช่วยให้คนสามารถเอาชนะความท้าทาย และใช้ประโยชน์จากโอกาสในศตวรรษที่ 21 ได้” หากประชากรมีทักษะดังกล่าวแล้ว จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และจากตัวเลขที่พบในหลายประเทศ การเพิ่มขึ้นของการอ่านออกเขียนได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ถึง 3 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว




