วันอังคารที่ 7 ต.ค.2568 รัฐบาลจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปาฐกถาธรรม โดยมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะสงฆ์จากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดโสมนัสวิหาร วัดธาตุทอง และวัดราชาธิวาส รวม 10 รูป

โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม, นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม, นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และบุคลากรของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปาฐกถาธรรม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล


การนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้เชิญพระคติธรรมจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานมาแสดงแก่ผู้ร่วมพิธี ความว่า …
“พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า เป็นสรณะสูงสุด นำทางชีวิตของพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า ให้ครองตน โดยไม่ประมาท อันเป็นวิถีแห่งชัยชนะเหนือศัตรูหมู่มารทุกสถาน บันดาลความสำเร็จประโยชน์ทั้งในทางโลก ทั้งในทาง ธรรมได้ ฉันใด สถาบันชาติ อันประกอบด้วยความผูกพันแห่งสาโลหิตและจิตวิญญาณไทย ที่หนักแน่นมั่นคง ในอุดมการณ์เสียสละ เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ สถาบันศาสนา อันมีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานแห่งชีวิต วิถีชุมชน และทำนองคลองธรรม ซึ่งช่วยชี้นำทางเจริญของคนไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นมิ่งขวัญ ศูนย์รวมใจ เป็นพระบรมราชูปถัมภกผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐแห่งคณะสงฆ์และกิจการพระศาสนา ตลอดจนนานา สถาบันอันประกอบกันเข้าเป็นไทย ย่อมเป็นสรณะสูงสุด นำทางคนไทยทุกหมู่เหล่าให้สามารถดำรงเกียรติภูมิอย่างสง่าผ่าเผย และพร้อมสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม อย่างเต็มใจและเต็มภาคภูมิได้ ฉันนั้น

ราชอาณาจักรไทยผ่านวิกฤตการณ์ทุกยุคมาได้โดยสวัสดี ก็เพราะมีเทพยดาองค์หนึ่งซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งรัฐ ทรงพระนามโดยสมมติว่า ‘พระสยามเทวาธิราช’ หากพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแล้ว เทพยดาองค์นั้น แท้จริงคือเดชานุภาพ แห่งคุณธรรมจรรยาของคนไทย ซึ่งหลอมรวมน้ำใจภักดีอันบริสุทธิ์ พร้อมอุทิศชีวิตและกำลังความสามารถ เพื่อรักษาชาติ บ้านเมืองไว้ให้พ้นภยันตราย กระทั่งบรรลุสู่ความสวัสดีรุ่งโรจน์สืบมาตราบจนปัจจุบัน เหตุดังนี้ ทุกท่านจึงพึงมั่นใจว่า สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือแสงสว่างอันสถาพรของคนไทย อุปมาดั่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แม้มีเมฆหมอกจรมาบดบังให้มัวหมองไปบ้าง ก็เพียงชั่วครู่ชั่วขณะเท่านั้น ขอคณะรัฐบาล พรั่งพร้อมด้วยปวงชนชาวไทยทั่วหน้า จึงช่วยกันขจัดมลทินที่อาจเข้ามาบดบัง ด้วยอำนาจแห่งสุจริตธรรม ขันติธรรม ความซื่อสัตย์ และความเสียสละในตัวท่าน ซึ่งเมื่อประมวลรวมกันเข้า ย่อมเป็น “สามัคคีธรรม” ที่ทรงฤทธานุภาพมหาศาล บังเกิดเป็นเทวาธิราช ผู้มีพระฤทธิ์ แกล้วกล้าองอาจ สามารถกำราบปราบปรามปัญหาและอุปสรรค ที่คอยกีดขวางทางเจริญของราชอาณาจักรได้ทุกประการ

สมเด็จพระบรมโลกนาถ ผู้ทรงพระกรุณาอันยิ่งใหญ่ ทรงบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการบำเพ็ญพระบารมีทั้งปวงให้บริบูรณ์ กระทั่งทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยเดชแห่งสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน ในที่ทุกสถาน และในกาลทุกเมื่อ เทอญ”

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาล ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสัมฤทธิผล โดยน้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ
อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ แสดงถึงความศรัทธาในพระรัตนตรัย และตอกย้ำบทบาทของรัฐบาลไทยในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในสังคมไทย