ศึกแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย. คือสังเวียนการเมืองเต็มรูปแบบ

ภายใต้สถานการณ์รัฐบาล “อนุทิน2” ที่กำลังเผชิญแรงเสียดทานจากวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ บั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างหนัก

แม้รัฐบาลภูมิใจไทย จะกุมเสียงข้างมากในสภาถึง 293 เสียง สะท้อนเสถียรภาพอันแข็งแกร่ง แต่ความเป็นจริงทางการเมืองถือเป็นอีกเรื่อง

เมื่อผลสำรวจโพลสะท้อนเสียงประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ต่อความสามารถของทีมเศรษฐกิจ ไม่ว่า “ศุภจี” หรือ “เอกนิติ” ถือเป็นรอยร้าวความเชื่อมั่น ที่ฝ่ายค้านจ้องขยายผลให้เป็นคลื่นสั่นสะเทือนทางการเมือง

การจัดสรรเวลาอภิปราย 32 ชั่วโมงครึ่ง ฝ่ายค้านได้ไป 14 ชั่วโมงครึ่ง จึงเป็นพื้นที่สำหรับเปิดเกมรุกเต็มพิกัด

ประเด็นร้อนที่ล็อกเป้า คือ ปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะข้อกล่าวหา “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่พยายามโยงไปถึงโครงสร้างอำนาจและทุนการเมือง

คำถามฝ่ายค้านไม่ใช่แค่มีหรือไม่มีผู้กระทำผิด แต่คือ “ตัวใหญ่” จะถูกเปิดเผยหรือไม่ หรือสุดท้ายจะจบลงแค่ปลาซิวปลาสร้อย

พรรคประชาชนยังเตรียมขุดลึกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่อยู่ในระดับแค่คำประกาศ มากกว่าการลงมือปฏิบัติจริง นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล และ รังสิมันต์ โรม ที่เปิดประเด็นปูพื้นมาก่อนหน้านี้

ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมขุนพลเศรษฐกิจอย่าง กรณ์ จาติกวณิช ที่จะเข้ามาเติมน้ำหนักในการตรวจสอบ

ขณะที่ อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.พรรคกล้าธรรม กล่าวยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไม่ออมมือเด็ดขาด

ภาพรวมจึงชัดเจนว่า เวทีนี้คือสนามประลองกำลังระหว่างรัฐบาลที่มีอำนาจ แต่กำลังเจอกับวิกฤตศรัทธา กับฝ่ายค้านที่กำลังเก็บแต้มการเมือง สะสมความชอบธรรมผ่านการตรวจสอบรัฐบาลตั้งแต่สนามแรก

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่ตอบคำถามเอาตัวรอด แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในความรู้สึกของประชาชน

ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน รัฐบาลจึงต้องรับมือให้ดี ไม่ควรพลาดพลั้งตั้งแต่เวทีแถลงนโยบาย ที่ถูกเปลี่ยนเป็นเวทีซ้อมใหญ่อภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นสัญญาณเริ่มต้นการทำงานที่ต้องจับตาว่าไปได้สวยหรือไม่สวย

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน