คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

โดย…รุก กลางกระดาน

สวดมนต์แก้น้ำท่วมไม่ได้!??

เป็นอีกภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน ตลอดจนหลายจังหวัดในภาคกลางเริ่มเร่งระบายน้ำจนได้รับผลกระทบ

กลายเป็นข้อกังวลว่าจะซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือไม่

ซึ่งจริงๆ แล้วเมื่อกางดูข้อมูลปริมาณน้ำ ก็จะเห็นได้ว่ายาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนในปี 2554 ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ อย่างภูมิพล และสิริกิติ์ ที่มีปริมาณน้ำเหลืออีกเกือบครึ่งถึงจะเต็มความจุ

รวมทั้งพายุที่ส่งผลกระทบ ตอนนี้ก็มีเพียง 2 ลูก คือ ‘โกนเซิน’ ที่โดนแค่หางๆ กับ ‘เตี้ยนหมู่’ ที่เพิ่งเข้ามา

ขณะที่อัตราการระบายน้ำในภาคกลางที่ยังน้อยกว่าเมื่อครั้งปี 2554 อยู่มาก อาจทำให้น้ำล้นตลิ่งท่วมบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงเท่า

อย่างไรก็ตามก็อดที่จะเกิดคำถามไม่ได้ว่าทำไมปริมาณน้ำที่น้อยกว่าปี 54 อย่างมหาศาล รวมทั้งพายุก็เข้ามาไม่กี่ลูก ทำไมหลายพื้นที่ถึงเดือดร้อนกันมากมาย

เพชรบูรณ์ท่วมถึงหลังคา นครสวรรค์ สุโขทัย ชัยภูมิ ก็ท่วมกันทั้งเมือง

การบริหารจัดการน้ำที่วางแผนกันไว้มีศักยภาพ มีประสิทธิผลบ้างหรือไม่อย่างไร

เพราะหากยังจำได้หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ก็กลายเป็นข้อถกเถียงเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม

จนกระทั่งมีแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเพื่ออนาคตประเทศไทย แต่น่าเสียดายที่ถูกรัฐประหารในปี 2557 ทำให้แผนการทั้งหมดขาดช่วงไป

แม้จะมีการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ในยุคคสช.ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนี้

แถมระบุว่ามีโครงการขนาดใหญ่ในปี 2564-2565 ถึง 557 โครงการ ที่ทยอยทำไปแล้วบางส่วน

งบประมาณที่ใช้ก็เกินแสนล้าน!??

คำถามคือผลสำเร็จที่ควรได้รับมันอยู่ตรงไหน เหตุใดยังเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก และหลังจากนั้นก็เตรียมตัวเผชิญกับภัยแล้ง วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้

จึงเป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกฯ จะต้องตอบให้ได้ว่าหลังจากบริหารประเทศมาแล้วเกือบ 8 ปี มีพัฒนาการด้านใดบ้าง คุ้มค่าภาษีประชาชนที่ใช้จ่ายไปหรือไม่

ต้องใช้วิทยาศาสตร์และองค์ความรู้แก้ปัญหา ไม่ใช่แค่การสวดมนต์

เรื่องเหล่านี้นายกฯ รู้บ้างหรือยัง!??

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน