ยังเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณี ทุนจีนสีเทา ที่เข้ามาหากินในประเทศ ไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องให้เครดิตนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในฐานะจอมแฉ ที่เปิดเผยข้อมูลนำมาซึ่งการจับกุม-อายัดทรัพย์รายวัน
จนได้เห็นวิถีชีวิตของเหล่า นักธุรกิจชาวจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเหล่านี้ว่ามีไลฟ์สไตล์อย่างไร
ร่ำรวยขนาดขับรถหรู มีคฤหาสน์ใหญ่โต ถึงขั้นมีหัวรถไฟความเร็วสูงไว้ตบแต่งอย่างสมฐานะ บางคนถึงขั้นมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
แถมธุรกิจก็ใหญ่โต ทั้งเปิดสถานบริการ บ่อนการพนัน เกี่ยวโยงยาเสพติด ยิ่งจับยิ่งเห็นคนออกมาดิ้น ยิ่งเห็นเครือข่ายโยงใยอุปถัมภ์ช่วยเหลือ
เราคนไทยที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ อดทนและทนอดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็ได้แต่มองตาปริบๆ
และอดไม่ได้จริงๆ ว่าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ในยุครัฐบาลที่เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ไม่รู้เรื่องพวกนี้บ้างเลยหรือไม่ ทำไมถึงมาเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังก็ต่อเมื่อมีการแฉผ่านสื่อ
แต่ก็เอาเถอะ เมื่อมีการทำงานกวาดล้างอาชญากรรม ก็คงจะต้องอนุโมทนาสาธุไปด้วย
อย่างไรก็ตามเรื่องก็คงไม่จบแค่คดีอาชญากรรมธรรมดา เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกขยายความไปถึงแวดวงธุรกิจ และการเมือง
กล่าวหาการขายหมู่บ้านหรูให้กับชุมชนชาวจีน จนผู้ประกอบการก็ออกมาแถลงยืนยันความบริสุทธิ์ ถูกต้องของการทำธุรกิจว่าทำตามกฎหมายและตรวจสอบได้ทั้งหมด
ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เมื่อมีคนจุดประเด็นตรวจสอบ ก็ตรวจสอบให้สิ้นสงสัย ใครโปร่งใสบริสุทธิ์ก็รู้กัน หากเป็นจริงก็มีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่หากไม่จริง กล่าวหากันด้วยความเท็จ ก็ต้องรับผลของการกระทำ
และแน่นอนว่าเมื่อจะเดินหน้าตรวจสอบแล้ว ก็ควรเอาให้สะเด็ดน้ำ
เพราะก็ชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐ ก็รับเงินบริจาคจาก ‘ตู้ห่าว’ หรือนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ เป็นเงินถึง 3 ล้านบาท ก็ต้องทำให้สิ้น ข้อสงสัยด้วยเช่นกัน
ทำอะไรให้โปร่งใสเข้าไว้ มันดี ทั้งนั้นแหละ!!!!
รุก กลางกระดาน