เป็นความแน่นอนที่ยังไม่แน่นอนในเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการปรับครม. “เศรษฐา 1/2”
แน่นอนคือ จะต้องมีการปรับเติมเสริมทัพรัฐมนตรีกันใหม่ให้ถูกฝาถูกตัว จัดวางคนให้เหมาะกับงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นงานในรัฐบาล หรืองานในสภาผู้แทนฯ ที่ต้องสอดประสานกันแบบไร้ช่องโหว่
เนื่องจากสภาชุดปัจจุบันมีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เปี่ยมคุณภาพ สส.รัฐบาลจึงต้องเพิ่มความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพตาม ไม่ต้องเหนือกว่า แต่ก็ต้องมีวิธีรับมือไม่ให้ตกเป็นรองเกมในสภา
สมัยประชุมที่แล้ว ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายรัฐบาลแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 แต่คาดว่าสภาเปิดประชุมสมัยหน้า ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151 แน่นอน
ช่วงนี้สภาปิดสมัยประชุม เป็นโอกาสดีที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลจะประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรี แต่ละกระทรวงว่าตรงไหนคือจุดอ่อน ในการทำงานของรัฐบาลตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงพิจารณาผลงานการทำหน้าที่ของสส.และพรรคการเมืองในสภาไปพร้อมกัน
โดยเฉพาะในส่วนพรรคเพื่อไทยที่มีสส.มากอันดับ 1 ในซีกพรรคร่วมรัฐบาล ว่าที่ผ่านมาน่าพอใจ หรือแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับศึกชี้เป็นชี้ตายรัฐบาลในสมัยประชุมสภาครั้งหน้าได้หรือไม่อย่างไร
ถึงแม้พรรคก้าวไกลแกนนำฝ่ายค้าน สถานการณ์จะอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน กับคดียุบพรรค
แต่นั่นก็ทำให้พรรคก้าวไกล ยิ่งต้องพิสูจน์คุณค่า ศักยภาพของตัวเอง ทางหนึ่งด้วยการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าด้วยแกนนำพรรคแถว 2 แถว 3 หรือจะภายใต้ชื่อพรรคอะไรก็ตาม
กับโผปรับ ครม.ที่ปลิวว่อนอยู่ ตอนนี้ มีรัฐมนตรีระดับว่าการกระทรวง 2 คน ที่ได้รับการประเมินว่าน่าจะถูกฝาถูกตัว กับการทำหน้าที่เป็นหัวหอกพรรคแกนนำรัฐบาลในสภามากกว่าตำแหน่งที่ครองอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น เชื่อว่าในการปรับ ครม. นายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในเรื่องนี้ จะพิจารณาถึงจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคู่ไปพร้อมกัน
มันฯ มือเสือ