คิดตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง ต่อให้นายเศรษฐา ทวีสิน ถูกถอดถอนพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 14 ส.ค.
ก็ไม่มีทางที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้ส้มหล่น ยิ่งเป็น “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยิ่งห่างไกลความเป็นไปได้
นายอนุทินปฏิเสธเรื่องจ้องเสียบเก้าอี้นายกฯ เพราะรู้ตัวเองดี ออกตัวว่าขอยึดกติกามารยาทเป็นหลัก กติกาที่ว่าก็คือ พรรคที่มีจำนวนสมาชิก สส.มากที่สุดก็ต้องเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ส่วนพรรคที่มีสมาชิกไม่ถึงก็ต้องเป็นพรรคร่วม
“ถ้าพรรคภูมิใจไทยมาด้วยที่นั่งสูงสุด ใครก็มาแย่งผมเป็นนายกฯ ไม่ได้เหมือนกัน” นายอนุทินระบุ
พรรคเพื่อไทยมีสมาชิก สส.มากที่สุด 141 เสียงในฝั่งรัฐบาล หากเกิดอุบัติเหตุกับนายเศรษฐา ก็ยังมีแคนดิเดตนายกฯ อีก 2 คนให้สภาฯ โหวตเลือก คือ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร กับนายชัยเกษม นิติสิริ
ถึงเป็นพรรคอันดับสองในซีกฝั่งรัฐบาล แต่การที่พรรคภูมิใจไทยมี สส. 70 เสียง ยังไม่มากพอจะส่งนายอนุทินขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองได้
ส่วนคนที่พูดไปถึง สว.สีน้ำเงิน 140-150 เสียงในสภาสูง ก็เป็นการพูดเรื่อยเปื่อย เพราะปัจจุบัน สว.ไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ แล้ว
ฉะนั้นตามรูปการณ์ ขนาดนายอนุทินยังยาก ในส่วนของ “ลุงป้อม” ยิ่งยากกว่าหลายเท่า เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
พรรคพลังประชารัฐมีหน้าตัก สส. 40 เสียง ยังต้องถามว่าใน 40 เสียง มีคนพร้อมร่วมหัวจมท้ายกับลุงเท่าไหร่ มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะในราวหลักสิบต้นๆ ที่เหลือเป็นกลุ่มที่ “ผู้กอง” ดูแลอยู่
ส่วนที่คนใกล้ชิดพยายามปั่นกระแสเป่าหูลุงป้อม ว่าจะมีงูเห่าเลื้อยซบหลังก้าวไกลโดนยุบพรรคนั้น ถึงเวลาจริงก็อาจจะมีบ้าง แต่คงมาแบบหร็อมแหร็มกระจัดกระจาย ไม่ได้ยกฟาร์มมาจนถึงขั้นช่วยให้ฝันลุงป้อม เป็นจริงได้
บารมีลุงป้อมอยู่ช่วงดำดิ่ง ใครเคยคิดจะย้ายพรรคมาอาศัยพึ่งใบบุญ อาจต้องกลับไปคิดใหม่ ข่าวพลังประชารัฐอาจถูกเขี่ยออกจากรัฐบาลนับวันยิ่งหนาหู นำมาสู่ความแตกแยกในหมู่สมาชิกและ สส.พรรค
ไม่ต้องฝันไกลถึงเก้าอี้นายกฯ จากสภาพตอนนี้ แค่ฝันใกล้ๆ เอาตัวรอดจากกลุ่มคนแวดล้อม ที่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายให้ได้เสียก่อน
มันฯ มือเสือ