กลุ่มเสี่ยงฝีดาษลิงโล่ง โควิดตายพุ่งอีก32ราย
กรมวิทย์เผยผลตรวจ 27 คนสัมผัสป่วยฝีดาษลิงรายแรกเป็นลบไม่พบเชื้อ แต่พบเชื้อติดอยู่ตามลูกบิดประตู และผ้าปูที่นอน ไม่ชี้ชัดทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้หรือไม่ ยันไม่พบฝีดาษลิงแพร่ทางอากาศ ทีมวิชาการยันให้ฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ยังไม่ยกเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากไม่เข้านิยาม แนะเฝ้าระวังคัดกรองทุกกลุ่ม ส่วนผลตรวจพบ BA.4/BA.5 แพร่เร็วและรุนแรงกว่า BA.2 ยอดป่วยโควิดใหม่ลดเหลือ 1.7 พันราย แต่เสียชีวิตพุ่ง 32 ราย ป่วยหนัก ใส่ท่อยังสูงต่อเนื่อง
ติดเชื้อเพิ่ม 1.7 พัน-ตายพุ่ง 32
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK 1,740 ราย สะสม 4,577,593 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,425 ราย หายป่วยสะสม 4,522,419 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 32 ราย เสียชีวิตสะสม 31,189 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 23,985 ราย อยู่ร.พ.สนาม และอื่นๆ 11,992 ราย และอยู่ในร.พ. 11,993 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 890 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 425 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงเพิ่มเป็น 16.4% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 9 ราย แต่ไม่มี ผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมกราฟผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตยังเป็นขาขึ้น
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 24 ก.ค. 2565 ฉีดได้ 42,059 โดส อัตราการฉีดวัคซีนรายวันเพิ่มขึ้น สะสม 141,224,780 โดส เป็นเข็มแรก 57,104,531 โดส คิดเป็น 82.1% เข็มสอง 53,439,256 โดส คิดเป็น 76.8% และเข็มสามขึ้นไป 34,180 โดส สะสม 30,680,993 โดส คิดเป็น 44.1% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 6,175,516 โดส คิดเป็น 48.6% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เข็มแรกฉีด 3,231,670 โดส คิดเป็น 62.7% และเข็มสอง 2,239,567 โดส คิดเป็น 43.5%
กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,316 ราย 2.สมุทรปราการ 81 ราย 3.ชลบุรี 58 ราย 4.ชุมพร 24 ราย 5.เชียงใหม่ 21 ราย 6.ขอนแก่น 19 ราย 7.สงขลา 19 ราย 8.ปทุมธานี 17 ราย 9.อุบลราชธานี 16 ราย และ 10.ฉะเชิงเทรา 13 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 45 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 32 จังหวัด
BA.4/BA.5 แพร่เร็วกว่า BA.2
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงสถานการณ์ การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาวันที่ 16-22 ก.ค.2565 มีการตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 468 ราย พบว่าเป็นสายพันธุ์ BA.4/BA.5 จำนวน 320 ราย คิดเป็น 68.38% ถือว่าแซงสายพันธุ์ BA.2 แล้วที่พบ 143 ราย คิดเป็น 30.56% และยังเจอสายพันธุ์ BA.1 อีก 5 ราย คิดเป็น 1.07% โดยการเก็บตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ เนื่องจากเราไม่ได้ตรวจผู้เดินทางเข้าประเทศ ตรวจเฉพาะเมื่อมีอาการ สำหรับสายพันธุ์ BA.4/BA.5 พบว่าสัดส่วนอยู่ใน กทม.มากกว่า คือ 80% ภูมิภาค 60% แนวโน้มจะเพิ่มขึ้น แสดงว่า BA.4/BA.5 เมื่อเทียบกับ BA.1 และ BA.2 แล้วแพร่เร็วกว่า สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีคนป่วยติดเชื้อมากขึ้น
“การตรวจเบื้องต้นรู้ผลเร็วดังกล่าวไม่สามารถแยก BA.4/BA.5 ได้ หากจะแยกต้องถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว ซึ่งจากการถอดรหัสพันธุกรรม เราพบ BA.5 เยอะกว่าประมาณ 3 ต่อ 1 ดังนั้น เมื่ออนุมานกลับไปก็น่าจะเป็น BA.4 ประมาณ 25% และ BA.5 ประมาณ 75%” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วน BA.4/BA.5 รุนแรงขึ้นหรือไม่ เราเปรียบเทียบกลุ่มอาการไม่รุนแรงและรุนแรงว่าเจอ BA.4/BA.5 มากน้อยเท่าไร จากการตรวจช่วงวันที่ 16-22 ก.ค.2565 ในส่วนของพื้นที่กทม. ผู้ป่วยอาการ ไม่รุนแรง 122 ราย เจอ BA.4/BA.5 77.05% กลุ่มอาการรุนแรง คือปอดบวม ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิต 54 ราย เจอ 87.04% ขณะที่พื้นที่ต่างจังหวัด กลุ่มอาการไม่รุนแรง 345 ราย เจอ 55.61% กลุ่มรุนแรง 53 ราย เจอ 73% ถือว่าอาการรุนแรงมีสัดส่วนสูงกว่า อนุมานว่าถ้าติดเชื้อ BA.4/BA.5 น่าจะมีโอกาสอาการรุนแรงเพิ่มเติมมากกว่า แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ารุนแรงกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ได้ตรวจคนมีอาการน้อยหรือคนไม่มีอาการ แต่สัดส่วนที่ต่างกันประมาณ 10% ก็ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากเดิม
“ส่วนหากรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 2-22 ก.ค. พบว่า พื้นที่กทม.อาการไม่รุนแรง 475 ราย เจอ 76% อาการรุนแรง 101 ราย เจอ 78.22% ซึ่งต่างกัน 2% ส่วนภูมิภาค อาการไม่รุนแรง 774 คน เจอ 41.99% อาการรุนแรง 137 ราย เจอ 59.12% ข้อมูลก็สอดคล้องกันว่า BA.4/BA.5 ทำให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่า” นพ.ศุภกิจกล่าว
ภูเก็ตเข้มนักท่องเที่ยวอินเดีย
นพ.ศุภกิจกล่าวด้วยว่า สำหรับสายพันธุ์ BA.2.75 หากดูจากตำแหน่งการกลายพันธุ์ คือ G446S และ Q493R ทำให้เกิดการจับกับเซลล์ปอดมนุษย์มากขึ้น ทำให้ห่วงว่าแพร่ค่อนข้างเร็ว หรือหลบภูมิคุ้มกันได้ อาจติดเชื้อซ้ำหรือวัคซีนมีประสิทธิผลลดลง แต่ทั้งหมดเป็นการดูจากตำแหน่งการกลายพันธุ์ ยังไม่มีข้อมูลจริงว่าเกิดมากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามต่อไป ส่วนที่พบ BA.2.75 จำนวน 1 ราย คาดว่าอาจจะมีมากกว่านี้ การตรวจจับนั้นในการตรวจเบื้องต้นเรายังไม่สามารถตรวจ BA.2.75 ได้ หากเจอที่ไม่เข้ากับตัวเดิม คือ BA.2, BA.4, BA.5 ก็จะให้ส่งมาถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว แต่ประมาณสัปดาห์หน้าจะผลิตน้ำยาตรวจเฉพาะ BA.2.75 ออกมาเพื่อให้พื้นที่ตรวจเบื้องต้นได้เร็วขึ้น
“ขณะนี้ข้อมูลใน GISAID พบรายงาน BA.2.75 ทั่วโลกประมาณ 538 ราย เพิ่มขึ้นจากวันที่ 20 ก.ค. ที่พบประมาณ 300 กว่าราย ถือว่าขึ้นมาอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ขึ้นมากมายอะไร ต้องจับตาดูต่อไป ส่วนกรณีข้อกังวลว่าภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวอินเดียจำนวนมาก ซึ่งประเทศอินเดียมี BA.2.75 จำนวนมากนั้น เราจะขอให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.ภูเก็ต เฝ้าระวัง หากเห็นความผิดปกติหลังตรวจเบื้องต้นก็จะส่งมาถอดว่าใช่ BA.2.75 แต่อีกสัปดาห์กว่าก็จะตรวจในพื้นที่ได้เอง ก็จะได้ตัวเลขในไทย ถ้ามันเริ่มเบียด BA.4/BA.5 แสดงว่าเร็วกว่า ก็ต้องมีมาตรการบางอย่าง ระหว่างนี้ชั่งน้ำหนักให้ประเทศเดินหน้าเศรษฐกิจกับสัญญาณยังไม่มีความชัดเจนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ต้องระวังการรวมกลุ่มมีมาตรการตรวจ ATK ใส่หน้ากาก มีการป้องกันต่างๆ ให้รอบคอบรัดกุมขึ้น”
ชี้ฉีด 3 เข็มเจอ BA.5 ภูมิลด
นพ.ศุภกิจแถลงข่าวการติดตามภูมิคุ้มกันต่อคนที่ได้รับวัคซีนเช็ม 3 ต่อ BA.5 ว่า กรมดำเนินการติดตามภูมิคุ้มกันคนที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็ม 3 ต่อสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน เทียบระหว่าง BA.5 กับ BA.2 ขณะนี้เราเพาะเชื้อ BA.5 ได้จำนวนมากพอ จึงนำมาทดสอบกับคนที่ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยวิธี PRNT โดยเอาเชื้อเป็นๆมาทดสอบกับภูมิคุ้มกันในน้ำเลือดหลังฉีด 2 สัปดาห์ ดำเนินการภายใต้ห้องแล็บที่มีความปลอดภัยระดับ 3 (BSL 3) ขึ้นไป ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานโลกที่บอกว่าฆ่าเชื้อได้จริงหรือไม่
พบว่าสูตรซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วย แอส ตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันจาก BA.2 อยู่ที่ 203.5 เมื่อเป็น BA.5 ลดลงเหลือ 89.79 สูตรซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยไฟเซอร์ ภูมิคุ้มกันจาก BA.2 อยู่ที่ 345.8 เมื่อเป็น BA.5 ลดลงเหลือ 153.8 สูตรแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ตามด้วยไฟเซอร์ ภูมิคุ้มกันจาก BA.2 อยู่ที่ 226.2 เมื่อเป็น BA.5 ลดลงเหลือ 86.51 และสูตรซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันจาก BA.2 อยู่ที่ 84.60 เมื่อเป็น BA.5 ลดลงเหลือ 43.60
“สายพันธุ์ BA.5 หลบภูมิจากวัคซีนได้ดีกว่า BA.2 วัคซีนมีผลกับมันน้อยลง แต่อย่างที่ทราบหากไตเตอร์จางไป 1 ต่อ 10 หรือ 10 เท่าแล้วยังจัดการเชื้อได้ครึ่งหนึ่ง ถือว่าน่าจะป้องกันโรคได้อยู่ตามสมควร ซึ่งทุกสูตร ดังกล่าวมีค่าเกิน 10 ไปมากพอควร ดังนั้น คนฉีด 3 เข็มถ้าระยะไม่นานนัก ก็ยังช่วยป้องกันโรคได้ตามสมควร ส่วนป้องกันความรุนแรงและอาการหนักช่วยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทุกสูตรเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน 4 เดือน หรือ 6 เดือน จะเริ่มลดระดับลง เมื่อเจอ BA.5 ก็อาจจะลดลงกว่านี้ จึงมีความจำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น ยิ่งหากฉีดเข็มสุดท้ายมานานแล้ว ขอให้ไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทำให้ป้องกันโรคหรือป้องกันความรุนแรงจะเข้มแข็งขึ้น” นพ. ศุภกิจกล่าว
ไม่พบเชื้อ27ผู้สัมผัสป่วยฝีดาษลิง
นพ.ศุภกิจกล่าวถึงการตรวจหาเชื้อฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า ขณะนี้มีการส่งสิ่งส่งตรวจมาให้กรมตรวจเพิ่มเติม 27 ตัวอย่าง ซึ่งเชื่อมโยงกับชายชาวไนจีเรียที่ติดเชื้อรายแรก ผลตรวจออกมาเป็นลบ ส่วนการตรวจสิ่งแวดล้อม เช่น ลูกบิดประตู ผ้าปู ต่างๆ พบว่าผลเป็นบวก แต่ยังบอกไม่ได้ว่าที่เจอบวกนั้นสามารถแพร่เชื้อต่อได้หรือไม่ การติดเชื้อต้องมีความใกล้ชิดกันมากๆ ส่วนการสัมผัสสิ่งต่างๆ นั้น โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีมาตรการป้องกันเชื้อเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว ยกเว้นบริเวณผิวหนังมีบาดแผล หรือตามเยื่อบุต่างๆ เช่น ดวงตา จมูก ก็อาจจะมีความเสี่ยงได้ แต่มาตรการป้องกันโควิดยังสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ ทั้งล้างมือด้วยสบู่ และสเปรย์แอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่าง
“ขณะนี้เรานำตัวอย่างเชื้อที่เก็บจากแผลของผู้ติดเชื้อรายแรกในไทย มาเพาะเชื้อให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อนำไปทดสอบกับภูมิคุ้มกันของคนไทยที่เคยปลูกฝีดาษไปก่อนหน้านี้ว่าสามารถป้องกันหรือทำลายเชื้อฝีดาษลิงได้หรือไม่ แต่ขณะนี้การเพาะเชื้อยังไม่ค่อยขึ้นหรือขึ้นช้า จึงต้องรอเวลาอีกสักระยะหนึ่ง” นพ.ศุภกิจกล่าว
ชี้ฝีดาษลิงไม่แพร่ทางอากาศ
นพ.ศุภกิจกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อทางอากาศ แม้แต่โควิดที่ก่อนหน้านี้ออกมาบอกว่ามีการแพร่ทางอากาศ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ไวรัสโควิดเป็น RNA มีขนาดเล็กมาก ขณะที่เชื้อฝีดาษลิงเป็น DNA ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า โอกาสกลายพันธุ์จะ ไม่เร็ว
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า การตรวจหาเชื้อ มีพ.ร.บ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ กำหนดให้ต้องมีการตรวจในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 (BSL3) ขึ้นไปเท่านั้น กรมจึงจัดทำประกาศให้โรคฝีดาษลิงสามารถดำเนินการตรวจได้ในห้องแล็บ BSL2 ได้ แบบมีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เรียกว่า ระดับ 2+ เหมือนกับกรณีโควิด ซึ่งจะเสนอประกาศให้รมว.สาธารณสุขลงนามในวันนี้เพื่อปลดล็อก เมื่อประกาศแล้ว จะทำให้แล็บทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น BSL2 หากจะตรวจหาฝีดาษลิงก็ต้องมาทดสอบความสามารถและ ความเชี่ยวชาญจากกรมวิทย์ เพื่อให้การรับรองก่อน
เมื่อถามว่า มีการเทียบฝีดาษลิงว่าเหมือนโรคอีสุกอีใส นพ.ศุภกิจกล่าวว่า แม้เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางผิวหนังเหมือนกัน แต่ไวรัสคนละกลุ่มกัน มีความแตกต่างกัน
ยังไม่ยกฝีดาษลิงเป็นโรคอันตราย
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการวิชาการตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ภายหลังจากองค์การอนามัยโลกประกาศโรคฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศว่า คณะกรรมการฯเห็นด้วยกับการยกระดับศูนย์ EOC ระดับกรมเป็นระดับกระทรวง และมีคำแนะนำเรื่องการเฝ้าระวังและให้คัดกรองให้ครอบคลุมทุกกลุ่มครบถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้ ระบบสุขภาพ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยถือว่าสามารถรองรับได้สำหรับโรคฝีดาษลิงภายใต้ศักยภาพที่มีอยู่
“ส่วนจะยกจากโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือไม่ เนื่องจาก พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 นิยามกำหนดไว้ว่า โรคติดต่ออันตรายต้องมีอาการรุนแรง และแพร่ได้ง่าย รวดเร็ว ซึ่งโรคฝีดาษลิงยังไม่เข้านิยาม จึงเห็นชอบให้คงการเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังต่อไป” นพ.จักรรัฐกล่าว
นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ด้านการรักษา มอบหมายกรมการแพทย์ดำเนินการสื่อสารกับ เจ้าหน้าที่เรื่องการดูแลรักษาต่อไป โดยให้ทำแนวทางการรักษาให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับหากกรณีที่มีผู้ป่วยมากขึ้น
19 เสี่ยงฝีดาษลิงภูเก็ตผลเป็นลบ
นพ.กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกรณีพบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรรายแรกของไทย ที่จ.ภูเก็ตว่า ผลจากการเก็บตัวอย่างผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจำนวน 19 ราย ไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลตรวจออกมาแล้วเป็นลบแล้วทั้ง 19 ราย อย่างไรก็ตามได้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะโทรศัพท์สอบถามอาการทุก 7 วัน 14 วันและ 21 วัน และในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเมื่อครบการกักตัว 21 วันแล้วจะเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง และขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากโรคฝีดาษวานรติดต่อกันได้ยากกว่าโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับผู้ที่มีอาการโรคฝีดาษวานร ซึ่งมีตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนองที่ผิวหนังตามตัว รวมทั้งการสัมผัสเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การป้องกันฝีดาษวานรทำได้โดยสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้บ่อย เลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก ระวังสัตว์กัดหรือข่วน ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยฝีดาษลิง
“ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมแนวทางเฝ้าระวังโรคฝีดาษวานร หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยยกระดับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรมควบคุมโรค เป็นระดับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สามารถสั่งการเฝ้าระวังมีความครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับข้อมูลวัคซีนโรคฝีดาษคนที่องค์การเภสัชกรรมได้เก็บรักษาไว้ตามมาตรฐานเมื่อ 40 ปีก่อน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นำมาทดสอบพบว่ายังมีคุณภาพดี หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้ได้ ส่วนด้านการรักษาพยาบาล โรคนี้ไม่มียารักษาเฉพาะ จึงใช้การรักษาตามอาการ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เอง ขณะนี้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคทั่วประเทศประสานงานกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความระมัดระวังบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษและ โรงพยาบาล คลินิกเอกชนเฝ้าระวัง ผู้ที่มีไข้ผื่นแดง ตุ่มใส ตุ่มหนอง เน้นย้ำมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรอย่าง เข้มข้น”
‘ชัชชาติ’สั่งเข้มระวัง‘ฝีดาษลิง’
ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะ ผู้บริหารว่า ที่ประชุมหารือเรื่องเตรียมการรับมือโรคฝีดาษลิงในพื้นที่กรุงเทพฯ จากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับเตือนภัยโรคติดต่อระหว่างประเทศให้การแพร่ระบาดของโรคผีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ปัจจุบันมี ผู้ป่วย 17,000 คนทั่วโลก เสียชีวิต 5 คน ในส่วนของมาตรการหลักของกทม.จะให้ความรู้แก่บุคลากรทางด้านสาธารณสุขถึงอาการของโรคเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ พร้อมทำหนังสือแจ้งศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิก โรงพยาบาล ให้ตรวจสอบผู้มีความเสี่ยง หากพบผู้ต้องสงสัยให้แจ้งไปยังกรมควบคุมโรค สำนักอนามัย และประสานสมาคมโรงแรมไทย เพื่อแจ้งโรงแรมทุกแห่งในกรุงเทพฯให้สังเกตอาการหากพบผู้ป่วยสงสัยให้รายงานไปที่สำนักงานเขตหรือ ศูนย์บริการสาธารณสุข รวมถึงจะประสานร้านขายยาในพื้นที่กรุงเทพฯ และประสานองค์กรภาคประชาสังคม ให้ความรู้และร่วมเฝ้าระวังด้วย
“ตอนนี้ยังไม่เห็นเคสอะไร แต่ให้เฝ้าระวังในชุมชนที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะย่านนานาที่มีชาวไนจีเรียอยู่รวมกัน ถ้ามีความเสี่ยงให้ดำเนินการในเชิงรุก ขณะนี้ยังไม่มีความเสี่ยงอะไรบ่งชี้ แต่ต้องเฝ้าระวังมอนิเตอร์ดูให้ละเอียดขึ้น ขอคนกรุงเทพฯ ไม่ต้องตื่นตระหนก” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
‘บิ๊กตู่’กำชับทุกหน่วยรับมือ
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับทราบรายงานสถานการณ์ในประเทศ ยังปลอดภัย ไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรเพิ่มเติม หลังพบชาวชาวไนจีเรียที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย ยืนยันป่วยเป็นฝีดาษวานรคนแรกหลบออกนอกประเทศ
นายธนกรกล่าวว่า ด้วยความห่วงใยนายกฯ จึงเน้นย้ำให้กระทรวงสาธารณสุขและ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม ทุกด้านและแนวทางรองรับโรคฝีดาษวานร ตลอดจนกำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเฝ้าระมัดระวังผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศระดับการเฝ้าระวัง ย้ำให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง