ชายไทยคนแรกส่งตรวจยืนยัน
พบป่วยฝีดาษลิงอีกราย เป็นชายไทยที่ภูเก็ต นำส่งแพทย์เฉพาะทางตรวจยืนยัน บิ๊กตู่สั่งเข้มคนเข้าออกประเทศ สปสช.เผย ‘ฟาวิฯ’หมดสต๊อกแล้ว เร่งประสานหน่วยอื่นขอรับการสนับสนุน ศบค.เผยป่วยโควิดใหม่ 1.8 พัน เสียชีวิต 35 ราย
โควิดป่วยใหม่1.8พัน-ตาย35
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และเอทีเค 1,828 ราย สะสม 4,579,421 ราย หายป่วย 2,173 ราย สะสม 4,524,592 ราย เสียชีวิต 35 ราย สะสม 31,224 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 23,605 ราย อยู่ ร.พ.สนาม และอื่นๆ 11,894 ราย และอยู่ใน ร.พ. 11,711 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 903 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 440 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดง 15.8% ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมกราฟผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตยังเป็นขาขึ้น
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 25 ก.ค. 2565 ฉีดได้ 43,160 โดส อัตราการฉีดวัคซีนรายวันเพิ่มขึ้น สะสม 141,267,940 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,107,041 โดส คิดเป็น 82.1% เข็มสอง 53,443,288 โดส คิดเป็น 76.8% และเข็มสามขึ้นไป 36,618 โดส สะสม 30,717,611 โดส คิดเป็น 44.2% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 6,185,102 โดส คิดเป็น 48.7% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ปี เข็มแรกฉีดได้ 3,232,932 โดส คิดเป็น 62.7% และเข็มสอง 2,242,233 โดส คิดเป็น 43.5%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัด ที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,361 ราย 2.สมุทรปราการ 111 ราย 3.ชลบุรี 47 ราย 4.สงขลา 25 ราย 5.อุบลราชธานี 20 ราย 6.ปทุมธานี 19 ราย 7.นครราชสีมา 18 ราย 8.สุราษฎร์ธานี 17 ราย 9.อ่างทอง 17 ราย และ 10.เชียงใหม่ 16 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 44 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 33 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชัยนาท ตรัง ตาก นครพนม นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี ปัตตานี พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยะลา ลพบุรี ลำปาง เลย สกลนคร สตูล สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์
สปสช.เผย‘ฟาวิ’หมดสต๊อก
ขณะที่นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.จัดระบบสายด่วน 1330 ดูแลผู้ป่วยโควิดที่ยังไม่ได้รับบริการ ทั้งกลุ่ม 608 และไม่ใช่ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยช่วง 2 วันแรกมีโทร.เข้ามาขอรับการบริการจำนวนมาก จำนวนนี้อยู่ในกลุ่ม 608 ได้รับการประเมินตามหลักเกณฑ์แล้วว่าจำเป็นต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งอยู่ใน เขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 5 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ค. จัดส่งยาฟาวิพิราเวียร์ให้ผู้ป่วย 542 ราย จำนวนนี้เป็นเด็ก 3 ราย รวม 27,217 เม็ด และวันที่ 24 ก.ค. จัดส่งยาฟาวิพิราเวียร์ให้ผู้ป่วย 218 ราย จำนวนนี้เป็นเด็ก 13 ราย รวม 11,103 เม็ด สรุป 2 วันส่งยาให้ผู้ป่วยแล้ว 760 ราย 38,320 เม็ด
นพ.จเด็จกล่าวต่อว่า การจัดส่งยาฟาวิพิราเวียร์ให้ผู้ป่วยกว่า 700 ราย ทำให้ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ สปสช.หมดลง วันที่ 25 ก.ค. สปสช.ไม่สามารถจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยได้ จึงประสานหน่วยงานต่างๆ ขอรับการสนับสนุนยาฟาวิพิรา เวียร์เพิ่มเติม โดย ร.พ.ราชวิธีร่วมสนับสนุน 1 แสนเม็ด เพื่อให้ สปสช.จัดส่งยาให้ผู้ป่วยกลุ่ม 608 ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบบริการ นอกจากนี้ สปสช.ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณการจัดส่งยากจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจัดส่งภายใน 24 ชั่วโมง โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าการให้บริการ ผู้ป่วยโควิดของ สปสช. เป็นเพียงระบบที่ช่วยเสริมการบริการหลักเท่านั้น รวมถึงผู้ป่วย กลุ่ม 608 ซึ่งผู้ป่วยโควิดสามารถรับบริการผ่าน 3 ช่องทางหลักได้ ดังนี้ 1.คลินิก/ร.พ. ตามสิทธิสุขภาพของตัวเอง 2.Telemedicine จะทำการคัดกรองเบื้องต้น หากไม่มีอาการ จะจ่ายยาแล้วติดตามอาการภายใน 24 ชั่วโมง แต่ถ้ามีอาการ ผู้ให้บริการ Telehealth จะประสานส่งต่อคลินิก/ร.พ.เพื่อดูแลตามแต่ละการจัดการ ของร.พ. และ 3.ร้านยา ดูแลกลุ่มสีเขียว สิทธิบัตรทอง และประกันสังคม
ศิริราชแนะฉีดเข็ม 4
วันเดียวกัน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.เป็นต้นมา จะเห็นตัวเลข ผู้ป่วยโควิดแตะครบ 3 ตัวเลข ทั้งปอดอักเสบเกิน 800 กว่าราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 400 กว่าราย และเสียชีวิต 30 รายแล้ว เป็นสัญญาณว่ามีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น กลุ่มผู้มีอาการหนักและเสียชีวิตทั้งหมดยังเป็นกลุ่มเสี่ยง คือ อายุมาก กับฉีดวัคซีนไม่ครบ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ต่างประเทศก็เช่นกัน ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้ คือ คุมการติดเชื้อระดับหนึ่ง ทั้งนี้คงไม่ล็อกดาวน์ ขณะที่กิจกรรมต่างๆ คงต้องดูความสมดุลระหว่างสุขกับเสี่ยง อยากสุขเยอะก็จะเสี่ยงเยอะ หากอยากสุขเยอะแล้วปลอดภัยก็ต้องทำให้เสี่ยงน้อยลง เช่น รีบไปฉีดวัคซีน ใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง ทั้งนี้หากต้องการลดการติดเชื้อต้องฉีด 4 เข็ม โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยง คนที่ฉีด 3 เข็มตอนนี้เชื่อว่าภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะสายพันธุ์ BA.4 BA.5 ที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในไทยขณะนี้ พบว่าภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อจากการฉีดวัคซีนลดลงประมาณ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับ BA.1 BA.2
ศ.นพ.ประสิทธิ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง (Monkeypox) หลังองค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ว่า ยังไม่ได้จัดเป็นโรคที่แพร่ระบาดใหญ่ เพราะยังไม่เข้าเกณฑ์ ฝีดาษลิงมีลักษณะที่ต่างจากโควิด คือ ไวรัสตัวนี้ไม่กลายพันธุ์ หากจะแพร่ระบาดจะเกิดจากคนที่มีอาการแล้วผ่านการสัมผัส ใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารคัดหลั่งที่ติดมากับ ผื่น ตุ่มน้ำ ไม่สามารถแพร่เชื้อผ่านทางอากาศ และมียารักษาแต่ราคายาแพงมาก ด้วยลักษณะต่างๆ เชื่อว่าฝีดาษลิงจะไม่แพร่ระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทั้งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร.พ. และทุกคนก็ต้องช่วยเฝ้าระวังสังเกต หากพบเห็นบุคคลที่เข้าลักษณะโรคก็ต้องรีบแจ้งเพื่อควบคุม ยับยั้งการแพร่กระจายไปที่อื่น
เฝ้าระวังฝีดาษมากว่า 2 เดือนแล้ว
ด้านศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 กล่าวว่า ประเทศ ไทยได้เตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคฝีดาษลิงมานานกว่า 2 เดือน มีรายงานผู้ป่วยยืนยันรายแรกวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้การประชุมคณะกรรมการด้านวิชาการฯ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังคงให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาการของโรคฝีดาษลิงไม่รุนแรง การแพร่เชื้อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ได้ยกระดับการเฝ้าระวังเป็นแบบ Sentinel หรือเฝ้าระวังเฉพาะกลุ่มเฉพาะพื้นที่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กลุ่มหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน หากพบผู้ป่วยเข้าข่ายให้สอบสวนโรคและดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย หากติดเชื้อให้แยกกัก 21 วัน
ขณะที่พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กล่าวถึงแนวทางการดูแลรักษาโรคฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง ว่า ช่วงวันที่ 26-27 ก.ค. กรมการแพทย์ได้หารือกับ ร.พ. คลินิกโรคผิวหนัง เพื่อประชุมแนวทางการรักษาพยาบาลโรคฝีดาษลิง เนื่องจากเป็นโรคใหม่สำหรับประเทศไทย จากเดิมเป็นโรคประจำถิ่นในแอฟริกา ทั้งนี้ฝีดาษลิงจะแพร่เชื้อหรือติดต่อจะเกิดในระยะที่ 3 ที่ตุ่มกลายเป็นหนอง และระยะที่ 4 ตุ่มแตก โดยทั่วไปโรคนี้หายเองได้ เมื่อแผลตกสะเก็ด หรือรักษาตามอาการ สำหรับคนที่จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ กินยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งหรือปลูกถ่ายอวัยวะ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ และหญิงตั้งครรภ์ แนวทางการแยกโรค กรมการแพทย์จะประชุมและสรุปส่งให้ EOC กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาต่อไป ส่วนที่มีความกังวล เรื่องเชื้อในสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า เชื้อนี้สามารถฆ่าได้ด้วยแอลกอฮอล์และสบู่ ดังนั้น การหมั่นล้างมือ งดสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกันสามารถป้องกันได้
ภูเก็ตพบชายไทยติดฝีดาษลิง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงว่า ในเรื่องของโรคฝีดาษลิงซึ่งทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศออกมาแล้วในการเตือนภัยถึงการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 75 ประเทศทั่วโลก ขณะนี้มีรายงานข่าวว่าอาจจะพบผู้ติดเชื้ออีกซึ่งก็ได้สั่งการให้มีการติดตามดูแลรักษา กวดขัน เข้มงวดในการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ในทุกช่องทาง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมแผนเผชิญเหตุป้องกันและการควบคุมโรคฝีดาษลิง เรื่องดังกล่าวต้องรับฟังในทางการแพทย์ซึ่งมีการแถลงออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งจะต้องเข้มงวดในเรื่องการคัดกรองคนเข้าประเทศ และทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในส่วนของโรครวมทั้งแนวทางการป้องกัน และข้อควรปฏิบัติ เมื่อพบอาการหรือเข้าข่ายโรคด้วย
เวลา 14.40 น. วันเดียวกันนี้ รถโรงพยาบาลถลาง (ถลาง 5) จ.ภูเก็ต ได้แจ้งไปยังศูนย์นเรนทรอันดามัน จังหวัดภูเก็ต ว่าจะเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยชายไทยต้องสงสัยเป็น โรคฝีดาษลิง จากโรงพยาบาลถลาง ส่งไป โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยแจ้งเส้นทางผ่านเป็นระยะๆ จนถึงห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตในเวลา 15.55 น. เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดต่อเฉพาะทางตรวจและวินิจฉัยว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษวานรหรือไม่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สธ.มีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว โดยได้จัดเตรียมเวชภัณฑ์ และสั่งการให้ ร.พ.โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เตรียมการรักษา เตรียมห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ให้ดี ต้องรีบเช็กแล็บ และสั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ตั้งระบบติดตาม ถ้าเกิดมีผู้ป่วยฝีดาษลิง ก็ต้องติดตามผู้สัมผัส ติดตามลำดับชั้นให้ได้โดยเร็ว