ตราดวอนไม่แตกตื่น วัคซีนถึงไทยปลายสค. สั่งซื้อเพิ่มอีกยาโควิด
วัคซีนฝีดาษลิงถึงไทยปลาย เดือนส.ค.นี้ สธ.นำร่องฉีด 2 กลุ่ม ทีมแพทย์-กลุ่มเสี่ยงสัมผัสโรค 14 วัน ย้ำงดมีเพศสัมพันธ์คนไม่รู้จัก ไม่ใช้ของร่วมกัน เลี่ยงสัมผัส ใกล้ชิด ไทยยังพบผู้ป่วยแค่ 4 ราย ไม่มีอาการหนัก สสจ.ตราดแจงผลตรวจหนุ่มฝรั่งเศสไม่พบเชื้อฝีดาษลิง รอร.พ.จุฬาฯ ยืนยันอีกครั้ง ป่วยโควิดยังอยู่หลัก 2 พันราย ตาย 35 อาการหนักพุ่ง 952 ใส่ท่อหายใจ 489 ราย กทม.ยังป่วย-เสียชีวิตสูงสุด ดีเดย์วันนี้ ปณท.ร่วมส่งยาโมลนูพิราเวียร์ให้กลุ่มเสี่ยง 608 จ่อซื้อ เพิ่มอีก ฟาวิพิราเวียร์ 10 ล้านเม็ด โมลนูพิราเวียร์ 20 ล้านเม็ด และเรมเดซิเวียร์ 8 หมื่นขวด ประกันสังคมคืนเงินลดอัตราสมทบ มาตรา 40 ให้ผู้ที่จ่ายเต็ม วันนี้วันแรกเช่นกัน
วัคซีนฝีดาษลิงถึงไทยเดือนนี้
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้พบผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษลิงจำนวน 4 ราย เป็นชาวต่างชาติ 2 ราย และสัญชาติไทย 2 ราย จากการเฝ้าระวังติดตามอาการผู้ป่วยพบว่า อาการป่วยไม่รุนแรง แม้ยังไม่มียารักษาเฉพาะ โรคนี้สามารถหายได้เองในระยะ 2-4 สัปดาห์ โดยให้ยารักษาตามอาการ และไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายๆ ความเสี่ยงที่จะติดโรคนั้น ส่วนใหญ่มาจากการสัมผัสรอยโรคผิวหนัง เช่น ผื่น ตุ่มหนอง สารคัดหลั่ง หรือสัมผัสใกล้ชิดมากๆ กับผู้ป่วย หรือบาดแผลของผู้ป่วย รวมทั้งการติดต่อผ่านทางละอองทางเดินหายใจจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น หน้าแนบหน้า
นพ.โสภณกล่าวว่า การป้องกันควบคุมโรค องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้วัคซีนในกลุ่มที่จำเป็น เช่น บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า แม้ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ๆ แล้วแต่ยังต้องติดตามข้อมูลผลข้างเคียงและประสิทธิภาพเมื่อใช้จริงในประชากร ทั้งนี้ ประเทศไทยได้สั่งจองวัคซีนป้องกันฝีดาษไปแล้ว คาดว่าจะนำ เข้ามาประมาณปลายเดือนส.ค.นี้ การพิจารณากลุ่มเป้าหมายของวัคซีนฝีดาษ ดูทั้งประสิทธิภาพป้องกันโรค ผลข้างเคียง สถานการณ์การระบาด และการบริหารจัดการ ซึ่งคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มก่อนสัมผัสเชื้อ (Pre-exposure) ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยง เช่น ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ และ 2.กลุ่ม Post-exposure กลุ่มเสี่ยงหลังสัมผัสโรคไม่เกิน 14 วัน ซึ่งหากฉีดเร็วจะมีโอกาสป้องกันการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
นพ.โสภณกล่าวต่อว่า วัคซีนเป็นเพียงหนึ่งเครื่องมือในการป้องกันโรค ไม่มีวัคซีนใดป้องกันได้ 100% วัคซีนมีหน้าที่ช่วยลดอาการรุนแรงของโรค ลดป่วยหนัก ลดเสียชีวิต สิ่งสำคัญที่สุด คือ การมีพฤติกรรมการป้องกันโรคที่เคร่งครัด จะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อทั้งฝีดาษลิงและโควิด-19 เน้นย้ำล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด และงดมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า คนที่ไม่รู้ประวัติหรืออาการป่วยมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มี ผื่น ตุ่ม หนอง และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หากมีอาการสงสัยว่าตนเองเข้าข่ายติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อตรวจหาเชื้อและวินิจฉัยโรค
ผลตรวจหนุ่มฝรั่งเศสไม่ป่วย
ด้านนายสุรชัย เจียมกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ตราด ในฐานะโฆษกจังหวัดตราด เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบสวนโรคนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส ที่นำผลเลือดส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และที่ศูนย์โรค อุบัติใหม่ด้านคลินิก ร.พ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ต่อมาศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า ไม่พบเชื้อฝีดาษวานรในตัวนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสรายนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลยืนยันจากศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก ร.พ.จุฬาลงกรณ์ จะส่งผลมาในวันที่ 8 ส.ค. โดยที่ผ่านมานักท่องเที่ยวรายนี้อยู่ในประเทศมานานและเดินทางไปท่องเที่ยวในหลายจังหวัด เช่น ภูเก็ต พัทยา และตราด
นายสุรชัยกล่าวว่า นักท่องเที่ยวรายนี้ปัจจุบันอยู่ในห้องกักกันโรคของร.พ.ตราด ที่มีแพทย์และพยาบาลดูแลใกล้ชิด ซึ่งจากการสอบสวนโรคพบว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เวลา 22.08 น. ว่าได้รับนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส เพศชาย อายุ 32 ปี เข้ารับการรักษา โดยมีอาการตุ่มใสที่อวัยวะเพศ ให้ประวัติเคยมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า 2-3 ครั้งและมีประวัติเข้ารับการรักษาโรคเริมประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา อาการไม่ดีขึ้นจึงเข้ารับการรักษาที่ร.พ.กรุงเทพตราด โดยนักท่องเที่ยวรายนี้ มีประวัติเดินทางมายังประเทศไทยโดยอยู่ที่ อ.เกาะช้าง เป็นเวลา 7 เดือน
“ขอให้ประชาชนจ.ตราดอย่าตื่นตระหนก ตกใจ แต่ให้ตระหนักและติดตามข่าวสารตามที่สาธารณสุขแนะนำ สำหรับประชาชนเนื่องจากโรคผีดาบวานร ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับแผล หรือสารคัดหลั่งทางเดินหายใจของผู้ป่วย หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น เสื้อผ้า ปลอกหมอนหรือผ้าปูที่นอน แต่การติดเชื้อดังกล่าวไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ จะติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังและลดการสัมผัสใกล้ชิดกับคนแปลกหน้าเพื่อ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และเป็นการป้องกันการติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย” นายสุรชัยกล่าว
โควิดใส่ท่อพุ่ง 489 ราย
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) รายงานว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวมจำนวน 2,250 ราย สะสม 4,605,609 ราย หายป่วย 1,939 ราย สะสม 4,552,487 ราย เสียชีวิต 35 ราย สะสม 31,596 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 21,526 ราย อยู่ ร.พ.สนามและอื่นๆ 10,064 ราย และอยู่ใน ร.พ.11,462 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 952 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 489 ราย มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 3 ราย และผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 1 ราย ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวันอยู่ในระดับทรงตัว ผู้ป่วยอาการหนักและใส่ท่อช่วยหายใจยังมีทิศทางสูงขึ้น และผู้เสียชีวิตยังสูงอย่างต่อเนื่อง
ผู้เสียชีวิตมาจาก กทม.สูงสุด 11 ราย ลำพูน ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย ปทุมธานี นนทบุรี กระบี่ นครสวรรค์ สิงห์บุรี จังหวัดละ 2 ราย และ สมุทรปราการ ขอนแก่น แพร่ สุราษฎร์ธานี ระยอง นครนายก พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 15 ราย และหญิง 20 ราย อายุ 17-97 ปี อายุเฉลี่ย 79 ปี เป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรัง 94%
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด 19 วันที่ 6 ส.ค.2565 ฉีดได้ 98,501 โดส สะสม 141,913,395 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,166,759 โดส คิดเป็น 82.2% เข็มสอง 53,558,983 โดส คิดเป็น 77% และเข็มสามขึ้นไป 65,621 โดส สะสม 31,187,653 โดส คิดเป็น 44.8% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,287,982 โดส คิดเป็น 49.5% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 3,262,864 โดส คิดเป็น 63.4% และเข็มสอง 2,321,593 โดส คิดเป็น 45.1%
58 จังหวัดยังหนัก
ขณะที่ คร.รายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด 19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มี ผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,342 ราย 2.ชลบุรี 105 ราย 3.สมุทรปราการ 102 ราย 4.นนทบุรี 76 ราย 5.ปทุมธานี 46 ราย 6.นครราชสีมา 35 ราย 7.ขอนแก่น 34 ราย 8.บุรีรัมย์ 32 ราย 9.สมุทรสาคร 31 ราย และ 10.ระยอง 29 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 58 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 19 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ ตาก น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ยะลา ลำปาง ลำพูน สุโขทัย สุรินทร์ และอำนาจเจริญ
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมด้านยาเพื่อรองรับการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างเพียงพอโดยได้มีการจัดหายารักษาโควิด-19 จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ฟาวิพิราเวียร์, โมลนูพิราเวียร์, เรมเดซิเวียร์ และแพกซ์โลวิด ซึ่งเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผ่านการคัดเลือกและรับรองคุณภาพจากต่างประเทศซึ่งนำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม โดยตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้สนับสนุนยาให้แก่ร.พ.รัฐและเอกชนทั่วประเทศ แบ่งเป็น ยาฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 265,500,000 เม็ด ยาโมลนูพิราเวียร์ จำนวน 12,000,000 เม็ด และยาเรมเดซิเวียร์ จำนวน 375,210 ขวด ซึ่งยาแต่ละรายการมีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกรายแม้จะเป็นกลุ่ม 608 ก็ตาม โดยการจ่ายยาต้านไวรัส ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่จะพิจารณาจ่ายยาตามอาการ
ซื้อเพิ่มอีกยาโควิด
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 3 ส.ค. มีรายงานยาคงคลังในพื้นที่ ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์ และ โมลนูพิราเวียร์ รวม 11.2 ล้านเม็ด และยังมีสำรองที่ส่วนกลางอีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันอัตราการใช้ยาเพียงพอต่อการใช้มากกว่า 14 วัน นอกจากนี้ส่วนกลางยังมีการสำรองยา ฟาวิพิราเวียร์และโมลนูพิราเวียร์กว่า 2 ล้านเม็ด และอยู่ระหว่างจัดซื้อเพิ่มเติม คือ ฟาวิพิราเวียร์ 10 ล้านเม็ด โมลนูพิราเวียร์ 20 ล้านเม็ด และเรมเดซิเวียร์ 8 หมื่นขวด
นายนีล นิลวิเชียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คลิกนิกเฮลท์ จำกัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น “คลิกนิก (Clicknic)” กล่าวว่า หลังจากแอพฯ คลิกนิก ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด กลุ่มผู้ป่วยอาการสีเขียว และกลุ่มเสี่ยง 608 ให้เข้าถึงระบบการรักษาโดยเร็ว ผ่านการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดเข้ารับบริการจำนวนมาก เฉลี่ยกว่า 100 รายต่อวัน บริษัทจึงต้องเพิ่มจำนวนแพทย์ ขยายจำนวนร้านยา รวมถึงบริการจัดส่งยาที่ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อร่วมให้บริการดูแล ผู้ป่วยโควิดได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ จากข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับบริการพบว่า ส่วนใหญ่ 60-70 รายต่อวัน อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 608 ทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงที่อาการจะรุนแรงได้ ดังนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่ม 608 ได้รับการรักษาโดยเร็ว จึงได้หารือกับ สปสช.สนับสนุนยาโมลนูพิราเวียร์ เพื่อจัดส่งให้กับผู้ป่วยที่ต้องได้รับยา ซึ่งผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine ซึ่งมีแพทย์หมุนเวียนคอยให้บริการ 40-50 คน จึงเป็นการจ่ายยาภายใต้การรักษาและกำกับของแพทย์ แต่ผู้ป่วยจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ด้วย
นายนีลกล่าวว่า เบื้องต้น สปสช. สนับสนุนยาโมลนูพิราเวียร์จำนวน 288 โดส ให้แอพฯ คลิกนิก ก่อน หากมีจำนวนผู้ป่วยที่ใช้ต้องยาโมลนูพิราเวียร์เพิ่มเติมมากกว่านี้ สปสช.ก็จะสนับสนุนเพิ่ม ขณะนี้ระบบมีความพร้อมรับดูแลผู้ป่วยโควิดทุกสิทธิ รวมถึงจัดส่งยาให้ผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยวันที่ 8 ส.ค. นี้ จะเริ่มจัดส่งยาโมลนูพิราเวียร์ให้กับ ผู้ป่วยได้ โดยร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย สนับสนุนราคาจัดส่งเป็นพิเศษ ทำให้ขยายการดูแลและจัดส่งยาให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาทั่วประเทศ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาวันถัดไปหลังแพทย์วินิจฉัยว่าต้องได้รับยา เป็นการให้รักษาก่อนภาวะโรคจะรุนแรง นับเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่ทำในเรื่องนี้
คืนเงินลดสมทบมาตรา 40
ด้านน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เตรียมคืนเงินกรณีลดอัตราเงินสมทบ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่ชำระเงินสมทบเต็มจำนวน งวดเดือน ส.ค.2564- ม.ค.2565 และงวดเดือน ก.พ.-ก.ค.2565 โดยคืนในส่วนที่ชำระเกิน ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน โดยมีกำหนดวันโอน ดังนี้
ผู้ที่ผูกบัญชีก่อนวันที่ 1 ส.ค.2565 จะได้รับการคืนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ ระหว่าง วันที่ 8-11 ส.ค., ผู้ที่ผูกบัญชีก่อน 8 ก.ย. 2565 จะได้รับการคืนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ย.นี้
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่ยังไม่มีบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม (สปส.1-40/7) ได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th หรือขอรับได้ที่ สปส.ทุกแห่งทั่วประเทศ
สำหรับการคืนเงินกรณีลดอัตราเงินสมทบดังกล่าว สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกันตน ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ให้เหลือร้อยละ 60 ของเงินสมทบ (เดิม) เป็นระยะเวลา 6 เดือน ส.ค.2564-ม.ค. และ ต่อเนื่องอีก 6 เดือน ก.พ.- ก.ค.2565