ไม่ใช่‘อันตราย’ผวาพันธุ์ BA.4.6 แพร่ระบาดเร็ว
ปลดล็อก‘โควิด’จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง เริ่ม 1 ต.ค.นี้ พร้อมให้ร.พ.ทุกสังกัดจัดซื้อยาต้านไวรัสรักษาโควิดได้เอง ตั้งแต่ 1 ก.ย. ศูนย์จีโนมห่วงโควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘BA.4.6’ แพร่ระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น กรมวิทย์ยืนยันไทยยังไม่พบป่วย ‘BA.4.6’ ส่วนสายพันธุ์ BA.2.75 เจอแล้ว 5 ราย พบอาการหนักเข้าไอซียู 1 ราย เหตุไม่ฉีดวัคซีน สธ.ยืนยันหนุ่มฝรั่งเศสสงสัยป่วยฝีดาษลิงที่ตราด ผลตรวจเป็นลบ ยอดติดโควิดลดลงต่ำ 2 พัน แต่เสียชีวิตยังพุ่ง 34 ราย
ศูนย์จีโนมชี้น่ากังวล‘BA.4.6’
เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ร.พ.รามาธิบดี โพสต์ข้อความระบุว่า เริ่มติดตามโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4.6 ที่พบระบาดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีการเติบโต-แพร่ระบาดสูงกว่า BA.4/BA.5 และ BA.2.75 โดยสายพันธุ์ย่อยนี้ยังไม่พบในประเทศไทย
US CDC ปรับให้โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4.6 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล เนื่องจากมีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากข้อมูลของ CDC พบว่า BA.4.6 คิดเป็น 4.1% ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขเมื่อ 30 ก.ค. 2565 พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในรัฐไอโอวา แคนซัส มิสซูรี และเนบราสก้า
โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4.6 คล้ายคลึง BA.4 เพียงแต่มีการกลายพันธุ์ที่หนามต่างไปจากโอมิครอนอื่น 1 ตำแหน่ง (Spike R346T mutation) ยังไม่มีข้อมูลด้านการหลบภูมิคุ้มกัน หรือการดื้อต่อวัคซีน เจเนอเรชั่นแรก และเจเนอเรชั่นสองที่จะมีให้ได้ฉีดกันปลายปีนี้ รวมทั้งยังไม่มีรายงานความรุนแรงของโรคที่แตกต่างไปจาก โอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
มีการถอดรหัสพันธุกรรม BA.4.6 ทั้ง จีโนมและอัพโหลดขึ้นพบฐานข้อมูล GISAID โลกแล้วทั้งสิ้น 5,681 ตัวอย่างภายในสามเดือนที่ผ่านมา
โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 จากอินเดีย แม้จะมีการกลายพันธุ์บริเวณหนาม ไปมากที่สุดถึง 8 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอื่น แต่การระบาดในอินเดียและทั่วโลกกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4.6 ในสหรัฐอเมริกามีการเติบโต-แพร่ระบาดเหนือกว่าทั้ง BA.5 และ BA.2.75
โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4.6 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดเหนือกว่า BA.5 ทั่วโลกประมาณ 15% และ BA.5 ในเอเชียประมาณ 28%
และโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4.6 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BA.2.75 ทั่วโลกประมาณ 12% และ BA.2.75 ในเอเชียประมาณ 53%
ไทยป่วยสายพันธุ์ BA.2.75 แล้ว 5
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาวันที่ 30 ก.ค.-5 ส.ค. 2565 มีการตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 จำนวน 382 ตัวอย่าง พบว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 จำนวน 1 ราย คิดเป็น 0.26% สายพันธุ์ BA.2 จำนวน 58 ราย คิดเป็น 15.18% สายพันธุ์ BA.4/BA.5 จำนวน 322 ราย คิดเป็น 84.29% และสายพันธุ์ BA.2.75 จำนวน 1 ราย คิดเป็น 0.26% สำหรับสายพันธุ์ BA.4/BA.5 ภายในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยกทม.พบเป็น BA.4/BA.5 ถึง 91.5% ส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็น 80%
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า เมื่อถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว สัปดาห์ก่อนพบสัดส่วน BA.5 ต่อ BA.4 คือ 75% และ 25% สัปดาห์นี้พบ BA.5 เพิ่มขึ้นเป็น 77.13% และ BA.4 เป็น 21.9% คิดเป็นอัตราส่วน 4 : 1 จึงถือว่า BA.5 แพร่เร็วกว่า BA.4 สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลก ส่วนความรุนแรงของ BA.4/BA.5 ยังสรุปไม่ค่อยได้ว่ารุนแรงกว่า BA.1/BA.2 มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากผู้ติดเชื้อทั้งหมดแทบเป็น BA.4/BA.5 ไปทั้งหมดแล้ว การเปรียบเทียบความรุนแรงกับ สายพันธุ์เดิมก่อนหน้านี้จึงยากขึ้น แต่ เบื้องต้นคิดว่าไม่น่าแตกต่างกันมาก
สำหรับสายพันธุ์ BA.2.75 ทั่วโลกมีการรายงานใน GISAID จำนวน 1,434 ราย ส่วนประเทศไทยพบ 5 ราย ได้แก่ 1.ชายไทย อายุ 53 ปี จ.ตรัง 2.ชายไทย อายุ 62 ปี จ.แพร่ 3.ชายไทย อายุ 18 ปี จ.น่าน 4.ชายไทย อายุ 62 ปี จ.สงขลา เป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่เคยได้รับวัคซีนโควิดเนื่องจากระบุว่าแพ้ง่าย ทำให้มีอาการหนัก ต้องเข้ารักษาใน ไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ และ 5.หญิงไทย อายุ 85 ปี กทม. เป็นผู้ป่วยติดเตียง ทั้งนี้ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาและจากนี้ไปสามารถตรวจ BA.2.75 ได้ในพื้นที่ จะทำให้เห็นอย่างแท้จริงว่า ในบ้านเรามี BA.2.75 เยอะขึ้นหรือไม่ ถ้าแพร่เร็วจริง จะเห็นจำนวนสูงขึ้น แต่ถ้าไม่เร็ว ก็จะโผล่ขึ้นมาแล้วหายไป
ยังไร้ป่วยพันธุ์ใหม่‘BA.4.6’
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีโควิด สายพันธุ์ BA.4.6 นั้นย้ำว่าการกลายพันธุ์เรื่องปกติ และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นสายพันธุ์ย่อยของ BA.4 เกิดมาตั้งแต่ปี 2020 มีการรายงาน 6,819 ตัวอย่าง และเจอหลายประเทศ แต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา เจอตัวเลขที่สูงขึ้นในบางประเทศ คือ อังกฤษ สหรัฐ อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้จัดลำดับชั้นอะไร เพียงรับรู้ข้อมูลว่ามีการกลายพันธุ์ ตำแหน่งคล้ายกับเดลตา เบตาบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าจะหลบภูมิมากน้อยแค่ไหน แพร่เร็วกว่าเดิมจริงหรือไม่ ถ้าแพร่เร็วจริง ตัวนี้มาตั้งแต่ปี 2020 ก็น่าจะเห็นหน้าเห็นหลัง ทั้งนี้ก็ต้องจับตา ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีเรื่องความรุนแรงยังไม่มีข้อมูล ก็จะตามดูต่อไป
“ทุกวันนี้โรคโควิด-19 ยังอยู่ เรามียาและวัคซีน ซึ่งคนฉีดจำนวนมากแล้ว มาตรการส่วนใหญ่คนยังใส่หน้ากากจำนวนมาก ใช้ชีวิตเท่าที่มีความปลอดภัยก็ไม่ต้องกังวลมาก เราไม่กลับไปล็อกดาวน์ แต่อยากย้ำคนฉีดวัคซีนเข็มสุดท้ายนานแล้ว 3-4 เดือน ก็มาฉีดกระตุ้นให้มากพอป้องกัน ซึ่งจะเห็นว่าผู้ป่วยรายหนึ่งของสายพันธุ์ BA.2.75 อยู่ในไอซียูเพราะไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย และอายุมากก็เข้าข่ายมีอันตราย” นพ.ศุภกิจกล่าว
กรมวิทย์เพาะเชื้อฝีดาษลิงได้แล้ว
นพ.ศุภกิจยังกล่าวถึงสถานการณ์โรคฝีดาษลิงว่า ขณะนี้ทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงประมาณ 3 หมื่นกว่าราย ส่วนใหญ่ที่พบในโลกเป็นสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ย่อย คือ B.1 และ A.2 โดยพบ B.1 มากกว่า A.2 แต่น้อย ส่วนผู้เสียชีวิตพบ 5 รายถือว่าน้อยมาก ส่วนใหญ่มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ บางรายมีอาการหนัก เช่นมีภาวะเอชไอวี เป็นต้น สำหรับประเทศไทยเราพบผู้ป่วยยืนยันฝีดาษลิง 4 ราย แต่เราเจอสายพันธุ์ A.2 มากกว่า โดยรายแรกเป็นชายไนจีเรีย อายุ 27 ปี จ.ภูเก็ต พบเป็นสายพันธุ์ A.2 รายที่สอง เป็นชายไทย อายุ 47 ปี กทม. พบสายพันธุ์ B.1 รายที่สามเป็นชายเยอรมัน อายุ 25 ปี จ.ภูเก็ต เป็นสายพันธุ์ A.2 และรายที่สี่ เป็นหญิงไทย อายุ 22 ปี เป็นสายพันธุ์ A.2 ย้ำว่าทั้งหมดเป็นสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก ไม่ใช่แอฟริกากลาง ซึ่งโรคไม่ได้รุนแรงอะไร
“ขณะนี้เราเพาะเชื้อฝีดาษลิงขึ้นแล้ว ได้ไวรัสจำนวนมาก เราจะเริ่มดำเนินการขั้นตอนต่อไป คือทดสอบคนที่เคยปลูกฝีดาษในอดีต จะเอาเลือดมาทดสอบกับตัวเชื้อฝีดาษลิงว่าสู้ได้แค่ไหน อย่างไร ข้อมูลที่ว่าภูมิคุ้มกันสู้กับฝีดาษลิงได้ 85% ยังใช้ได้ อยู่หรือไม่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับประเทศไทย โดยจะรับอาสาสมัครประมาณ 30-40 คน ซึ่งเราหยุดปลูกฝีดาษมามากกว่า 40 ปี ดังนั้น จะเลือกผู้ที่ปลูกฝีในช่วงอายุ 40 ปี 50 ปีก่อน และ 60 ปี ช่วงอายุละ 10 คนมาทดสอบ เพื่อให้เห็นข้อมูลของแต่ละช่วงอายุ ซึ่งการทดสอบใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจฝีดาษลิงนั้น ขณะนี้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกแห่งสามารถตรวจได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ขอให้แล็บหลายแห่ง โดยเฉพาะ ร.พ.ศูนย์ ร.พ.ทั่วไปในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แสดงเจตจำนงเข้ามายังกรมวิทย์ เพื่อทดสอบความชำนาญ โดยจะเอาตัวอย่างเชื้อไปให้ทดลองตรวจความแม่นยำว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ หากผ่านเกณฑ์ก็จะอนุญาตให้ตรวจได้ภายใต้มาตรฐานห้องแล็บชีวนิรภัย 2+ เพื่อความปลอดภัย ถ้าพื้นที่ไหนจำเป็นเร่งด่วนก็ขอให้รีบดำเนินการโดยเร็ว เพื่อจะได้มีแล็บตรวจได้หลายแห่งในพื้นที่นั้น
“ย้ำว่าประชาชนทั่วไปถ้าไม่มีประวัติเสี่ยง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ต้องไปตรวจหาฝีดาษลิง จะเสียเงินเปล่าๆ ยกเว้นมีความเสี่ยงหรือเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดถึงตรวจ อย่างผู้ป่วยทั้ง 4 รายที่มีการติดเชื้อก็ชัดเจนว่ามาจากพฤติกรรมการนัวเนีย ดังนั้นถ้าไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง โอกาสติดเชื้อก็น้อยมาก อย่าวิตกกังวลมากเกินกว่าเหตุ นอกจากนี้ค่าตรวจตอนนี้มีราคาสูง แต่จะประชุมเพื่อหาต้นทุนที่แท้จริง เพื่อลดราคาลงมาในระดับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุดนพ.ศุภกิจกล่าว
ตรวจสอบเพิ่มหนุ่มฝรั่งเศส
เมื่อถามถึงกรณีผู้ป่วยสงสัยชาวฝรั่งเศสที่จ.ตราด นพ.ศุภกิจกล่าวว่า รายนี้พบว่ามีไข้มาก่อนนานแล้วเป็นเดือน จากนั้นจึงเริ่มมีแผลเกิดขึ้น ซึ่งส่งสิ่งส่งตรวจมาจากจ.ตราด เบื้องต้นการเก็บตัวอย่างจากคอและเลือด ผลเป็นลบทั้งหมด แต่ตัวอย่างจากแผลอันแรกส่งมา ผลตรวจยังไม่สมบูรณ์ ให้ค่าที่แปลไม่ชัด จึงต้องเก็บตัวอย่างเพิ่มมาตรวจใหม่ อย่างไรก็ตาม รายนี้มาพบแพทย์ค่อนข้างช้า มีอาการเกือบเดือนแล้วเพิ่งมา หากมีเชื้อจริงก็ไม่อยู่ให้แล้ว จึงต้องเอาตัวอย่างบางส่วนมาถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อยืนยันอีกครั้ง แต่พื้นที่ต้องไปสอบสวนโรค
ด้านนพ.อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ ผอ.สถาบัน วิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กล่าวว่า ประชาชนวิตกกังวลมาก อย่างมีผื่นขึ้นมาก็รีบมาขอตรวจ ซึ่งเราได้รับการติดต่อหลายท่าน แต่ที่ควรทำคือไปพบแพทย์ ประเมินลักษณะแผลผื่นที่ขึ้น เพื่อประเมินและดูประวัติเสี่ยงสัมผัสว่าสมควรตรวจหรือไม่ หากเป็นขึ้นมาแล้วต้องอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนโรค ที่กองระบาดวิทยาต้องดำเนินการเพื่อควบคุมโรคต่อไป
ดับโควิดยังสูง-เพิ่มอีก 34
วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า วันนี้ผู้ป่วย รายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK 1,842 ราย สะสม 4,607,451 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,015 ราย สะสม 4,554,502 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 34 ราย สะสม 31,630 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 21,319 ราย อยู่ ร.พ.สนามและอื่นๆ 9,970 ราย และอยู่ในร.พ. 11,349 ราย จำนวนนี้มี ผู้ป่วยอาการหนัก 953 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 487 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 15.9% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวันอยู่ในระดับทรงตัว ผู้ป่วยอาการหนักและใส่ท่อช่วยหายใจยังมีทิศทางสูงขึ้น และผู้เสียชีวิตยังสูงอย่างต่อเนื่อง
ผู้เสียชีวิต 34 ราย มาจากกทม.สูงสุด 7 ราย สมุทรปราการ นครราชสีมา นครศรี ธรรมราช จังหวัดละ 3 ราย ชลบุรี สมุทรสงคราม จังหวัดละ 2 ราย และชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ลำปาง พิจิตร สุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลา ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และเพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 24 ราย และหญิง 10 ราย อายุ 38-102 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรัง 97%
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 7 ส.ค. 2565 ฉีดได้ 29,942 โดส สะสม 141,943,337 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,169,215 โดส คิดเป็น 82.2% เข็มสอง 53,562,702 โดส คิดเป็น 77% และเข็มสามขึ้นไป 23,767 โดส สะสม 31,211,420 โดส คิดเป็น 44.9% สำหรับ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,305,642 โดส คิดเป็น 49.6% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรก 3,263,980 โดส คิดเป็น 63.4% และเข็มสอง 2,323,941 โดส คิดเป็น 45.1%
กทม.ยังติดเชื้อเกินพัน
กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,373 ราย 2.สมุทรปราการ 84 ราย 3.ชลบุรี 60 ราย 4.นนทบุรี 43 ราย 5.ชุมพร 30 ราย 6.บุรีรัมย์ 30 ราย 7.สมุทรสาคร 19 ราย 8.ขอนแก่น 18 ราย 9.ปทุมธานี 16 ราย และ 10.สงขลา 16 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 46 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 31 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย ตรัง ตราด นครนายก นครพนม นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี ปัตตานี พะเยา พังงา พัทลุง พิษณุโลก แพร่ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ระยอง ลพบุรี ลำปาง สกลนคร สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุรินทร์ หนองคาย และหนองบัวลำภู
ยันหนุ่มฝรั่งเศสผลตรวจเป็นลบ
เวลา 09.00 น. นายณรงค์ เทพเสนา รองผู้ว่าฯตราด เป็นประธานประชุมโรคติดต่อจังหวัดตราด โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราดรายงานสถานการณ์ฝีดาษลิงพบนักท่องเที่ยวต่างชาติ อายุ 32 ปี สงสัยเข้าข่ายฝีดาษลิง หลังพบเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเข้าการรักษาร.พ.กรุงเทพตราด ก่อนจะย้ายตัวมาที่ร.พ.ตราด โดยนักท่องเที่ยวรายนี้เดินทางมาประเทศไทย 7 เดือนที่แล้ว พักอาศัยอยู่ที่เกาะช้าง และวันที่ 9 ก.ค. 2565 เริ่มมีอาการเข้ารับการรักษาสงสัยเป็นโรคเริม แต่เมื่อรับยาไปรักษาแล้ว ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น กระทั่งวันที่ 6 ส.ค. 65 จึงมารักษาตัวที่ร.พ.กรุงเทพตราด จากการประเมินพบว่ามีความเสี่ยงสงสัยเข้าข่ายฝีดาษลิง ร.พ.ตราดจึงเก็บตัวอย่างที่ช่องคอ โพรงจมูก และรอยโรค ส่งตรวจหาเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.ชลบุรี เมื่อวันเสาร์และวันอาทิตย์ ผลออกมาแล้ว ผลเป็นลบ ไม่ใช่โรคฝีดาษลิง
ส่วนรอยโรคที่อวัยวะเพศนั้นตัวอย่างยังไม่เพียงพอ ได้เก็บตัวอย่างเพิ่มเติม ส่งไปยังศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก ร.พ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อรอผลยืนยันอีกครั้ง
สำหรับนักท่องเที่ยวรายนี้ ตั้งแต่ที่มีอาการป่วย อยู่อาศัยคนเดียวเพียงลำพังบนเกาะช้าง แต่มีประวัติเสี่ยง เพราะ 1 เดือนก่อนเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงฝีดาษลิงที่จ.ภูเก็ตและกรุงเทพฯ
‘อนุทิน’มั่นใจวัคซีนมีพอรับมือ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในไทยว่า ขณะนี้ยืนยันผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 4 ราย ส่วนชาวฝรั่งเศสที่เจออยู่จ.ตราด ผลตรวจพิสูจน์ออกมาเป็นลบ ไม่ได้เป็นฝีดาษวานร แต่อาจจะเป็นโรคอื่น และจากการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่มีใครติดเชื้อ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการนำวัคซีนมาฉีดป้องกันได้วางเป้าหมายว่าจะฉีดกลุ่มใดเป็นกลุ่มแรก นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้มีหลักการอยู่ แต่ที่ได้รับฟังเบื้องต้น คือบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ที่มีกลุ่มเสี่ยงต้องฉีด และระยะเวลาของการฟักตัวของฝีดาษวานรใช้เวลานาน ฉะนั้นการฉีดวัคซีนไม่ต้องเหมือนโควิด-19 ที่เจอใครก็ฉีดไปหมดไม่ได้ จะฉีดวัคซีนเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฝีดาษวานร หรือหากติดเชื้อแล้วค่อยมาฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก็ทัน ส่วนรายละเอียดอื่นแพทย์จะเป็นผู้ยืนยัน สำหรับวัคซีนป้องกัน ทางกรมควบคุมโรคได้เตรียมไว้พร้อม และน่าจะเพียงพอกับสถานการณ์
ไทยสงสัยป่วยฝีดาษลิง 36 ราย
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. กล่าวถึงกรณีผู้ป่วยสงสัยฝีดาษลิงเป็นนักท่องเที่ยวชายฝรั่งเศส อายุ 32 ปี ว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวเดินทางมาเที่ยวจ.ตราดเมื่อเดือนที่ผ่านมา และมีอาการผิดปกติ ระบบทางเดินปัสสาวะ มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศ จึงไปพบแพทย์จนอาการดังกล่าวหาย ต่อมาพบตุ่มขึ้นที่มือจึงเดินทางเข้ารับการตรวจคัดกรองที่ร.พ.ตราด จากนั้น ร.พ.ตราดได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก TRC-EIDCC ร.พ.จุฬาลงกรณ์ ยืนยันไม่พบเชื้อฝีดาษลิง
สำหรับสถานการณ์โรคฝีดาษลิงขณะนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นในยุโรปและอเมริกา ส่วนในทวีปเอเชีย เช่น อินเดีย สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ เริ่มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากการเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดข้อมูลวันที่ 7 ส.ค. พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงทั่วโลก 28,792 ราย เสียชีวิต 6 ราย ได้แก่ สเปน 2 ราย บราซิล เปรู กานา อินเดีย ประเทศละ 1 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอื่นร่วม ประเทศที่มีผู้ป่วยสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 7,510 ราย สเปน 5,208 ราย เยอรมนี 2,887 ราย อังกฤษ 2,768 ราย และฝรั่งเศส 2,423 ราย ส่วนไทยยังพบ ผู้ป่วยยืนยัน 4 ราย เข้าเกณฑ์เป็นผู้ป่วยสงสัย 36 ราย ผู้สัมผัส 44 ราย ครบการกักตัวแล้วทั้งหมด 7 ราย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการผู้ป่วยสงสัยทั้ง 35 ราย ไม่พบเชื้อฝีดาษลิง และรอผล 1 ราย
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า กรมควบคุมโรคกำชับไปยังกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค และด่านควบคุมโรคติดต่อท่าอากาศยานนานาชาติให้ตรวจคัดกรองผู้ที่เดินมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเฝ้าระวังในสถานพยาบาล หากพบผู้ที่มีอาการตุ่ม ฝีตุ่มหนองขึ้นตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ให้รีบส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหากผลเป็นบวกติดเชื้อจะรีบเข้าไปควบคุมกลุ่มเสี่ยงไม่ให้แพร่กระจายเชื้อต่อทันที
ดีเดย์ 1 ต.ค.ปลดล็อก‘โควิด’
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2565 ว่า การประชุมวันนี้มีสาระสำคัญ 4 เรื่อง คือ 1.เห็นชอบกรอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการหลังการระบาดใหญ่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยควบคุมการระบาดได้ ลดความรุนแรงของการเจ็บป่วย และมีระบบสาธารณสุขรองรับได้ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องการปรับเรื่องบริหารยา ซึ่งประสานไปยังร.พ.ต่างๆ ทุกสังกัด จะอนุญาตให้ร.พ.ต่างๆ สามารถจัดหายาต้านไวรัสเองตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้เป็นต้นไป ส่วนค่าใช้จ่ายรักษาผู้ป่วยยังเบิกจากกองทุน สปสช. เหมือนโรคติดเชื้ออื่น ประชาชนยังรักษาได้ตามสิทธิ
2.เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องยกเลิกชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ. … และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง พ.ศ. .. เนื่องจากปรับโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่โรคประจำถิ่น ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ทั้งนี้ เมื่อเป็นโรคติดต่ออันตรายมีขั้นตอน ใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีมูลค่ามาก ตอนนี้เราประคองสถานการณ์ได้ แม้มีผู้ติดเชื้อแต่อาการป่วยไม่รุนแรง จำนวนการใช้สถานพยาบาล เครื่องมือแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ อยู่ในระดับควบคุมได้ ระบบสาธารณสุขรองรับได้ ก็ถึงเวลาสมควรลดระดับลงมา ซึ่งไม่ส่งผลกระทบประชาชน ยังเข้าถึงบริการรับการรักษาได้ วัคซีนเข็มกระตุ้นก็ยังฉีดฟรีว่ากันปีต่อปี
3.รับทราบสถานการณ์โรคโควิดและการเฝ้าระวังสายพันธุ์ ซึ่งสถานการณ์ในไทยมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนเริ่มเข้าใจว่า ถ้าโรคไม่รุนแรงสามารถรักษาตัวที่บ้านได้ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ทุกวันนี้ยังคงสามารถให้การรักษาพยาบาลประชาชน ได้ตามดุลพินิจแพทย์ เรามีการ เตรียมยารักษาโรค วัคซีน และการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) เวชภัณฑ์ต่างๆ มีเพียงพอดูแลประชาชน ดังนั้น ดราม่าเกี่ยวกับเรื่องยาคงเคลียร์แล้ว เราไม่ได้ขาดยา ไม่ว่าใครบอกว่าขาดยา ต้องดูว่าแพทย์ที่สั่งจ่ายมีดุลพินิจเช่นไร ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยโควิดทุกคนจะได้รับการแจกยาโมลนูพิราเวียร์หรือยาฟาวิพิราเวียร์
“การประชุมวิชาการกรมการแพทย์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จ.ภูเก็ต ปลัด สธ. อธิบดีกรมควบคุมโรค และองค์การเภสัชกรรม ยืนยันว่าเราไม่เคยมีสถานการณ์ขาดยา และมีการจัดส่งยาไปตามเขตสุขภาพ และเขตส่งไปตามจังหวัด ถ้ามีปัญหาที่ใด ร.พ.ใด ขอให้แจ้งมาเป็น ร.พ.ไป จะได้ติดตามถูก เพราะแต่ละเขตสุขภาพจะได้รับการจัดสรรยาไปสต๊อกไว้ตามเขตตามปกติอยู่แล้ว คงไม่ได้มีเรื่องอะไร อาจเป็นเรื่องไม่เข้าใจกัน สื่อสารผิดพลาด แต่เราไม่เคยมีสถานการณ์ขาดยา เวชภัณฑ์ใดๆ ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ก็เช่นกัน ทำไมไม่เลิกใช้เพราะยาโมลนูพิราเวียร์ถูกกว่า ย้ำว่าโมลนูพิราเวียร์ให้ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนต่ำกว่านั้น ยาโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ให้ไม่ได้ มีแต่ฟาวิพิราเวียร์ที่นำมารักษาได้ ซึ่งสรรพคุณยาทั้งคู่ใช้รักษาโควิดได้” นายอนุทินกล่าว
ให้ทุกร.พ.ซื้อยาโควิดได้เอง 1 ก.ย.
4.โรคฝีดาษลิง ไทยยังควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสั่งซื้อวัคซีนเพื่อมารองรับบุคลากรในกลุ่มเสี่ยง ลำดับแรก คือแพทย์พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือสัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูง วัคซีนจะนำไปให้คนเหล่านี้ ขณะนี้วัคซีนฝีดาษเรายังไม่ได้ให้แพร่หลายเหมือนโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยทั้ง 4 รายที่มีประวัติความเสี่ยงชัดเจน มีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงชัดเจน ผู้สัมผัสใกล้ชิดต่างๆ ยังมีผลเป็นลบอยู่ รายล่าสุดชาวฝรั่งเศสอาการคล้าย ก็นำเชื้อไปตรวจแล้วก็เป็นโรคอื่นไม่ใช่ฝีดาษลิง
เมื่อถามถึงการให้ ร.พ.จัดหาซื้อยาต้านไวรัสเอง นายอนุทินกล่าวว่า ร.พ.ทุกสังกัดทั้งรัฐและเอกชน สมัยก่อนสธ.รวบทั้งหมดมาแล้วส่งออกไป แต่วันที่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป ขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตยาที่มาขึ้นทะเบียนแล้ว ถ้าตัดสินใจจะขายให้กับร.พ.โดยตรงก็ดำเนินการได้ หรือแม้กระทั่งมาที่ร้านขายยา แต่สิ่งสำคัญคือมีใบสั่งแพทย์ ร้านขายยาก็น่าจะดำเนินการขายได้ แต่ขึ้นอยู่กับ ผู้ผลิตยาจะส่งยาลงไปถึงระดับไหน ก็สอดคล้องสถานการณ์ที่เราประกาศระดับโควิด โดย สปสช.จะทำราคากลางหรือราคาอ้างอิง จึงไม่มีคำว่าราคาดีดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เมื่อมีความต้องการมากก็คลาย ปล่อยให้เป็นกลไกการตลาด