พิพัฒน์ลั่นดันแน่ ในสถานบันเทิง ของจว.ท่องเที่ยว ตายโควิดทรงตัว ป่วยหนักยอดสูง
รมว.ท่องเที่ยวฯ ‘พิพัฒน์’ ลั่นเดินหน้าขอเปิดผับจากตี 2 ยาวตี 4 ชี้สอดคล้องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กินข้าว 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืนแล้วอยากบันเทิงต่อ เตรียมเสนอศบค.ขออนุมัติ ยันไม่เปิดมั่ว แต่ใช้พื้นที่ปิดในโซนนิ่งสถานบันเทิง ส่วนตายโควิดยังสูง แต่ก็ทรงตัวอยู่ที่เกิน 30 ส่วนยอดป่วยเพิ่มมาอีก 2.3 พัน อาการหนักเกือบพัน ใส่ท่อช่วยหายใจเกือบ 500
วันที่ 10 ส.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ยืนยันเดินหน้าเสนอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พิจารณาขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่ควบคุม (โซนนิ่ง) ตามเมืองท่องเที่ยวหลัก ถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น. แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ใน โซเชี่ยลมีเดียเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวก็ตาม โดยขอย้ำว่าไม่ใช่การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงแบบสะเปะสะปะไปในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังสอดรับกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ยุโรป และตะวันออก กลาง ซึ่งเริ่มรับประทานมื้อค่ำเวลาประมาณ 22.00 น. กว่าจะเสร็จและเริ่มดื่มก็ตอนเที่ยงคืนกว่า พอเริ่มสนุก ก็ถึงเวลาปิดสถานบันเทิงแล้ว ทั้งที่ยังอยากกินดื่มต่อ จึงไม่ตอบความต้องการของนักท่องเที่ยวนัก
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่าหากดูในต่างประเทศ จะเห็นว่ามีสถานบันเทิงเปิดให้บริการนานกว่า 02.00 น. ยกตัวอย่างคนไทย เมื่อออกไปเที่ยวต่างประเทศก็อยากเที่ยวให้เต็มที่มากที่สุดเช่นกัน จึงไม่อยากให้กังวลกับแนวคิดนี้ และอยากสื่อถึงทุกคน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) ที่ออกมาต่อต้าน ว่าแม้สถานบันเทิงจะปิดตามกำหนด คนก็ซื้อไปนั่งดื่มต่ออยู่ดี บางคนอาจไปนั่งดื่มตามมุมที่ยากต่อการสอดส่องดูแล อาจเกิดเหตุอาชญากรรมได้ แต่หากกำหนดโซนนิ่งขยายเวลาเปิดสถานบันเทิง เชื่อมั่นว่าจะสามารถรับประกันความปลอดภัยจากอาชญากรรมได้ 70-80%
รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวด้วยว่าการจัดโซนนิ่งขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเมื่อเกินเวลาปิดให้บริการตามกฎหมาย ผู้ประกอบการบางรายก็แอบเปิดอยู่ดี สำหรับบางสถานที่ การแอบเปิดก็คือการล็อกประตูทั้งหมด ลูกค้าไม่สามารถออกมาได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ถ้ามีการอนุญาตให้เปิดถึงเวลา 04.00 น. ทุกสิ่งทุกอย่างโปร่งใส ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจค้น และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ก็สามารถอพยพนักท่องเที่ยวได้ทันและปลอดภัย
“การจัดโซนนิ่งเป็นสิ่งสำคัญ ภายใต้พื้นฐานสำคัญคือต้องไม่รบกวนชาวบ้าน มีการป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อาศัยในพื้นที่นั้นๆ เพราะฉะนั้นเราควรจะทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องถูกต้อง เพื่อเซฟชีวิตนักท่องเที่ยว แม้ว่าแนวคิดการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงดังกล่าว ใครจะต่อว่าผม ผมรับได้ เพราะตัวเองกำลังพูดความจริง พูดถึงพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการสถานบันเทิงจริงๆ โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะพยายามผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้นให้ได้ภายในปี 2565” รมว.การท่องเที่ยวฯระบุ
นายพิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่าในวันที่ 12 ส.ค. ตนจะลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจการจัดงานฟูลมูนว่าถูกต้องตามกฎหมายขนาดไหน เพราะข้อกำหนดในการจัดงานมีความชัดเจนเรื่องการจัดโซนนิ่งงานฟูลมูนและฮาล์ฟมูนซึ่งใช้สถานที่กันคนละหาด และไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ใกล้ๆ จากการที่ลือกันว่ามีการขายกัญชาเต็มชายหาด ก็อยากจะไปดูว่าเป็นเรื่องจริงอย่างที่พูดหรือร้องเรียนเข้ามาหรือไม่ โดยถ้าใครจะขาย ก็ต้องมีการขออนุญาต และอย่าทำให้ชาวบ้านรู้สึกรำคาญ เช่น เรื่องกลิ่นของกัญชา ที่บางคนอาจจะแพ้
วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK จำนวน 2,335 ราย สะสม 4,611,741 ราย หายป่วย เพิ่ม 2,151 ราย หายป่วยสะสม 4,558,947 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 32 ราย เสียชีวิตสะสม 31,695 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 21,099 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 9,886 ราย และอยู่ในร.พ. 11,213 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 928 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 471 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 15.6% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนักและใส่ท่อช่วยหายใจ อยู่ในระดับทรงตัว ส่วนผู้เสียชีวิตยังสูงต่อเนื่องแต่เริ่มทรงตัว
สำหรับผู้เสียชีวิต 32 ราย มาจากสมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ ปราจีนบุรี จังหวัดละ 3 ราย อุดรธานี มหาสารคาม ลำปาง ชลบุรี ระยอง นครนายก ลพบุรี จังหวัดละ 2 ราย และกทม. อุบลราชธานี กระบี่ สงขลา อ่างทอง และเพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 24 ราย และหญิง 8 ราย อายุ 14-97 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรัง 100%
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 9 ส.ค. 2565 ฉีดได้ 46,828 โดส สะสม 142,009,950 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,176,239 โดส คิดเป็น 82.2% เข็มสอง 53,573,666 โดส คิดเป็น 77% และเข็มสามขึ้นไป 33,441 โดส สะสม 31,260,045 โดส คิดเป็น 44.9% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,313,003 โดส คิดเป็น 49.7% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 3,267,229 โดส คิดเป็น 63.4% และเข็มสอง 2,330,773 โดส คิดเป็น 45.3%
ขณะที่กทม.มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากสุด 1,199 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 67 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 10 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท บึงกาฬ ปัตตานี พะเยา แม่ฮ่องสอน ยโสธร สมุทรสงคราม สุโขทัย และอำนาจเจริญ
ด้านนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงกรณีการพิจารณายกเลิกระบบการรักษา Hospitel และ Hotel Isolation ว่า เมื่อสถานการณ์โควิดพ้นจากการระบาดใหญ่ จึงมีการพิจารณายกเลิกระบบ Hospitel และ Hotel Isolation เบื้องต้นคาดว่าจะยกเลิกวันที่ 1 ก.ย.นี้ ซึ่งกำลังดำเนินการและเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เพื่อออกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุขต่อไป