กับ‘คนไข้ไอซียู’นพ.ยงชี้อย่าวิตก กทม.-ยังป่วยสูง
‘นพ.ยง’หนุน‘สธ.’ลดระดับโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคเฝ้าระวัง เหมือนไข้หวัดใหญ่ เตือนอย่ากังวลภาวะลองโควิดมากเกินเหตุ หลังนักวิชาการบางคนระบุกระทบคุณภาพชีวิต ลั่นทั่วโลกติดเชื้อกว่าพันล้าน หากมีปัญหาจริงคงกระทบจำนวนมากแล้ว ชี้คนเกิดภาวะนี้มักป่วยหนัก นอนไอซียู และมีหลายโรคร่วม แจงยุคเดลตาเกิดมากกว่ายุค โอมิครอน ยันไทยติดโควิดมากกว่าที่รายงาน ภาพรวมเสียชีวิตยังสูง 30 รายต่อวัน ส่วนตัวเลขผู้ป่วยใหม่ทรงตัว 1,773 ราย
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่าวันเดียวกันนี้ ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK 1,773 ราย สะสม 4,620,425 ราย หายป่วย 2,576 ราย สะสม 4,567,639 ราย เสียชีวิต 30 ราย สะสม 31,828 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 20,958 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 10,105 ราย และอยู่ในร.พ. 10,853 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 927 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 482 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 15.8%
ทั้งนี้ มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 2 ราย ไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวันทรงตัวต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ป่วยอาการหนักและใส่ท่อช่วยหายใจเริ่มคงตัว ส่วนผู้เสียชีวิตยังสูงเกิน 30 ราย มีแนวโน้มยังสูงทรงตัว
ผู้เสียชีวิต 30 ราย มาจากจ.สมุทร ปราการ 4 ราย, พระนครศรีอยุธยา 3 ราย, กทม. นนทบุรี ปทุมธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ชลบุรี นครนายก จังหวัดละ 2 ราย และขอนแก่น สุรินทร์ นครราชสีมา ยโสธร พิษณุโลก พิจิตร สงขลา นครสวรรค์ และสิงห์บุรี จังหวัดละ 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 20 ราย และหญิง 10 ราย อายุ 49-96 ปี อายุเฉลี่ย 81 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโรคเรื้อรัง 100% โดยโรคเรื้อรังประจำตัวที่พบเสียชีวิตสูงสุด คือ โรคหัวใจ 11 ราย, โรคไต 5 ราย, หลอดเลือดสมอง 5 ราย, อ้วน 2 ราย, ติดเตียง 2 ราย และมะเร็ง 1 ราย
การฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ฉีดได้ 18,403 โดส สะสม 142,180,033 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,193,611 โดส คิดเป็น 82.2% เข็มสอง 53,602,841 โดส คิดเป็น 77.1% และเข็มสามขึ้นไป 31,383,581 โดส คิดเป็น 45.1% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,345,777 โดส คิดเป็น 49.9% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 3,276,216 โดส คิดเป็น 63.6% และเข็มสอง 2,350,303 โดส คิดเป็น 45.6%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบ 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,225 ราย 2.ชลบุรี 82 ราย 3.สมุทรปราการ 75 ราย 4.อุบลราชธานี 58 ราย 5.ปทุมธานี 39 ราย 6.สมุทรสาคร 23 ราย 7.ขอนแก่น 22 ราย 8.บุรีรัมย์ 21 ราย 9.ภูเก็ต 15 ราย และ 10.ระยอง 15 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 49 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 28 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชัยนาท ตาก นครศรีธรรมราช น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง ราชบุรี ลพบุรี เลย สกลนคร สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์
วันเดียวกัน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีมีนักวิชาการออกมาระบุภาวะลองโควิด ทำให้เกิดปัญหาคุณภาพชีวิตว่า ไม่อยากให้ไปวิตกกังวลกับเรื่องนี้ ขณะนี้เชื่อว่าทั่วโลกการติดเชื้อโควิดมีมาก 1 พันล้านคนแล้ว ปัญหาลองโควิดมีจริง ไม่ใช่ไม่มี แต่พบในคนที่ป่วยอาการหนัก, อยู่ในห้องไอซียู, ใส่ท่อช่วยหายใจ และคนที่ต้องนอนร.พ.เป็นเดือน หรือคนที่มีโรคร่วมหลายโรค ซึ่งเป็นไม่นานอาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร รู้สึกเหนื่อยง่าย
“ในยุคเดลตา มีภาวะลองโควิดมากกว่ายุคโอมิครอน ที่ลองโควิดลดลงครึ่งหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่อาการไม่ได้รุนแรงมาก การจะเป็นลองโควิด หมายความว่า ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักและรุนแรง นอนไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าหากลองโควิดกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนจำนวนมากจริง อย่างนี้คน ทั่วโลก หรือแม้แต่ในสหรัฐที่ป่วยมาก 70% ก็ต้องได้รับผลกระทบกันทุกคน” ศ.นพ.ยงกล่าว
ศ.นพ.ยงกล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อวันนี้ เชื่อว่าทั่วโลกมีการติดกันจำนวนมาก แม้แต่ไทยเองก็มีคนป่วยติดเชื้อมากกว่าที่รายงานที่เก็บเฉพาะผู้ป่วยใน ร.พ. คาดว่าไทยเองก็มีคนที่เชื้อจำนวนมากแล้ว ให้ลองสังเกตรอบตัวเองจะพบว่า ส่วนใหญ่ป่วยติดเชื้อ โควิดกันไปแล้วและพบในกลุ่มวัยทำงานและเด็กวัยเรียน
ส่วนที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลดระดับโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังจากโรคติดต่ออันตราย เริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้ ศ.นพ.ยงกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ เพราะว่าโรคติดต่ออันตรายหมายความว่าป่วยติดเชื้อ ต้องมีการแจ้งหน่วยงานทางการให้รับทราบและดำเนินการเข้ามาควบคุมโรค โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งการลดระดับนี้มีผลในเชิงกฎหมาย หากไม่ปรับลดก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเหมือนกับ 55 โรค ที่มีทั้งไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก ที่มี ผู้ป่วยติดจำนวนมาก ไม่สามารถกวาดล้างได้ แต่เราอยู่กับโรคได้ โดยโรคค่อยๆ ลดความรุนแรง เชื่อว่าในอนาคตโควิดจะเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ และคนเราก็ต้องใช้ชีวิตตามปกติ